Archive

Posts Tagged ‘กาแฟ’

กาแฟ ประโยชน์ การคั่วเมล็ดกาแฟและสูตรกาแฟสด

การบริโภคกาแฟ ประโยชน์ของกาแฟ คนเรารู้จัก  “ กาแฟ ” มาเป็นระยะเวลากว่าพันปีแล้ว   จวบจนปัจจุบัน  กาแฟนับเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมแพร่หลายไปทั่วโลก  นอกจากรสละมุนลึกล้ำแล้ว  หากรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม  “ คาเฟอีน”  ในกาแฟมีประโยชน์ต่อร่างกายและจิตใจในหลายด้านด้วยกัน

คาเฟอีนกระตุ้นให้สมองตื่นตัว    ซึ่งจะเร่งความเร็วของการประมวลผลข้อมูลในสมองและย่นระยะเวลาในการตอบสนอง  ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของงานที่ต้องการสมาธิ  การใช้เหตุผลและความจำ  คาเฟอีนในปริมาณที่พอเหมาะช่วยลดความหงุดหงิด  อารมณ์ซึมเศร้า  และความเครียดได้  ทำให้ผู้ดื่มรู้สึกพึงพอใจและมีความสุข

อ่านต่อ >>>>>>คลิ๊ก

กาแฟ เป็นคำที่มาจากคำว่า “เกาะหฺวะหฺ” ในภาษาอาหรับ

กาแฟถ้วย กาแฟ เป็นเครื่องดื่มที่ทำจากเมล็ดกาแฟคั่วซึ่งได้จากต้นกาแฟ กาแฟเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกชนิดหนึ่งเช่นเดียวกับชาและน้ำ   กาแฟเป็นสินค้าธรรมชาติที่มีการซื้อขายกันมากเป็นอันดับสองของโลก รองจากปิโตรเลียมเท่านั้น มนุษย์เริ่มบริโภคกาแฟตั้งแต่สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 9 เมื่อถูกค้นพบตามที่ราบสูงในเอธิโอเปีย จากนั้นก็แพร่กระจายไปยังอียิปต์และเยเมน

แลเมื่อถึงคริสต์ศตวรรษที่ 15 กาแฟก็เดินทางไปถึงอาเซอร์ไบจาน เปอร์เซีย ตุรกีและแอฟริกาเหนือ จากโลกมุสลิม กาแฟก็เดินทางไปยังอิตาลี จากนั้นไปยังส่วนที่เหลือของยุโรป อินโดนีเซียและทวีปอเมริกา

http://theindiantea-persiancoffee.blogspot.com/2012/05/blog-post_7297.html

กาแฟ ธุรกิจกาแฟ มณฑลยูนนาน แหล่งผลิตสำคัญในจีน

อุตสาหกรรมกาแฟในมณฑลยูนนาน มณฑลยูนนานตั้งอยู่ทางชายแดนทิศตะวันตกเฉียงใต้สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นแหล่งผลิตกาแฟที่สำคัญของประเทศ ที่ตั้งมณฑลอยู่ในระนาบเดียวกันกับแหล่งปลูกกาแฟสำคัญๆ ของโลก บริษัทผู้ผลิตกาแฟดังๆ ระดับโลก เช่น เนสเล่ (Nestle) และสตาร์บัคส์ (Starbucks) จึงต่างแข่งขันเข้าหาแหล่งวัตถุดิบในมณฑลยูนนานเพื่อใช้ในการขยายตลาดจีน ซึ่งปัจจุบัน ปริมาณผู้บริโภคกาแฟเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

http://theindiantea-persiancoffee.blogspot.com/2012/05/blog-post_6728.html

กาแฟ ใครคือผู้คุมชะตาการผลิตกาแฟของโลก

เมื่อพูดถึงประเทศผู้ผลิตกาแฟคนไทยส่วนใหญ่มักจะคิดถึงประเทศบราซิล หรืออินโดนีเซีย น้อยคนที่จะคิดถึงประเทศเวียดนามเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงของเรา ทราบหรือไม่ว่าปัจจุบันกาแฟจัดเป็นสินค้าอันดับสองที่ทำรายได้สูงสุดในโลกรองมาจากอุตสาหกรรมปิโตรเลี่ยม

ปัจจุบันเวียดนามเป็นประเทศที่ผลิตกาแฟทุกชนิดส่งออกในตลาดโลกเป็นอันดับสองรองจากประเทศ บราซิล กาแฟถูกนำมาปลูกในเวียดนามกว่า 100 ปีมาแล้ว และเป็นพืชหลักที่ส่งออกมาตั้งแต่ก่อนสงครามเวียดนาม โดยชาวฝรั่งเศสได้นำเข้ามาปลูกแถบบริเวณที่ราบสูงตอนกลางของประเทศ เมื่อปี ค.ศ. 1857 จนปี ค.ศ.1910-1911 จึงได้มีการขยายพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มมากขึ้น จนถึง ปี ค.ศ.1975 หรือ พ.ศ. 2518 เวียดนามมี พื้นที่เพาะปลูกกาแฟทั้งประเทศรวมประมาณ 20,000 เฮ็กตาร์ หรือ 125,000 ไร่ ผลผลิตที่ได้เป็นเมล็ดกาแฟสด ประมาณ 5,000 – 7,000 ตัน จวบจนปัจจุบันประเทศเวียดนามมีพื้นที่เพาะปลูกกาแฟรวมทั้งสิ้นประมาณ 500,000 เฮ็กตาร์ หรือ 3,125,000 ไร่ โดยพันธุ์หลักที่ปลูกคือพันธุ์โรบัสต้า ซึ่งให้ผลผลิตรวมทั้งสิ้นมากกว่า 700,000 ตัน ต่อปี จนทำให้เวียดนามเป็นประเทศที่ส่งออกเมล็ดกาแฟพันธุ์โรบัสต้าเป็นอันดับหนึ่งของโลก อาจกล่าวได้ว่าในระยะเวลาเพียงแค่ 30 ปี พื้นที่เพาะปลูกกาแฟของเวียดนามเพิ่มขึ้นเป็น 25 เท่า
http://theindiantea-persiancoffee.blogspot.com/2012/05/blog-post_3120.html

กาแฟ อาราบิก้า ปลูก ในภาคเหนือภูเขาสูงอากาศหนาวเย็น

การตัดแต่งกิ่งสำหรับต้นกาแฟอายุตั้งแต่ 8 ปีเป็นต้นไป หลังจากกาแฟอายุ 8-10 ปี มีจำนวนข้อที่ติดผล น้อยลง สภาพต้นทรุดโทรม และผลผลิตต่ำ ต้องมีการตัดแต่งกิ่ง เพื่อให้เกิดยอดใหม่

การตัดแต่งกิ่งสำหรับต้นกาแฟ

– การตัดแต่งกิ่งแบบเปิดด้านข้าง

การตัดแบบเปิดข้างจะตัดกิ่งแขนงที่อยู่ด้านตะวันออก ทิ้งทั้งหมด (แสงเป็นตัวกระตุ้น ให้หน่อเจริญออกมา) เมื่อหน่อใหม่เกิดขึ้น อายุประมาณ 6 เดือน จึงตัดลำต้นเก่าออก คัดเลือกหน่อที่แข็งแรงไว้เพียง 1-2 อัน เพื่อเลี้ยงให้เป็นลำต้นหลักต่อไป

http://theindiantea-persiancoffee.blogspot.com/2012/05/blog-post_4242.html

คำขอรับการจัดสรรปริมาณผลิตภัณฑ์กาแฟ

คำขอรับการจัดสรรปริมาณผลิตภัณฑ์กาแฟ
ที่จะออกหนังสือรับรองสำหรับชำระภาษีในโควตาตามพันธกรณี
ตามความตกลงการเกษตรภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) สำหรับปี ๒๕๕๕

http://theindiantea-persiancoffee.blogspot.com/2012/05/blog-post_17.html

กาแฟ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 197) พ.ศ. 2543

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ 197) พ.ศ. 2543
เรื่อง กาแฟ
——————————————
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง กาแฟ
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6(3)(4)(5)(6)(7) และ (10) แห่งพระราช บัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและ เสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 35 มาตรา 48 และมาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

http://theindiantea-persiancoffee.blogspot.com/2012/05/197-2543.html

กาแฟสด โกปิ ลูวะ แบรนด์จากประเทศอินโดนิเซีย ขายแก้วละ 240 ถึง 1,500 บาท

กาแฟสด โกบิ ลูวะ แบรนด์จากประเทศอินโดนิเซีย เมื่อพูดถึงกาแฟรสชาติดีที่มีราคาแพงที่สุดในโลกหลายคนอาจจะนึกถึงกาแฟโกปิ ลูวะ กาแฟที่มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศอินโดนิเซียเป็นแบรนด์กาแฟที่ได้ชื่อว่ามีเอกลักษณ์และราคาสูง โกปิ ในภาษาอินโดนิเซียแปลว่ากาแฟส่วน ลูวะ แปลว่าตัวชะมด http://theindiantea-persiancoffee.blogspot.com/2012/05/240-1500.html

กาแฟสด เรียนชงกาแฟ เมนูกาแฟ สไตล์ที่แตกต่าง ขายดี ได้เป็นเจ้าของธุรกิจเต็มตัว ไร้ข้อผูกมัด ไม่บังคับซื้อวัตถุดิบ

กาแฟสด เรียนชงกาแฟ เมนูกาแฟ สไตล์ที่แตกต่าง ขายดี ได้เป็นเจ้าของธุรกิจเต็มตัว ไร้ข้อผูกมัด ไม่บังคับซื้อวัตถุดิบ ธุรกิจของเรา THE INDIAN TEA เริ่มแรกมีแค่ธุรกิจชา เปิดขายให้นักลงทุนมากว่า 9 ปี ภายหลังได้ขยายมาทำเรื่องกาแฟสด และได้รับผลตอบรับที่ดีมาก โดยขณะนี้ยังไม่มีเจ้าไหนที่เราสอนวิธีชงกาแฟสดหรือเข้ามาเรียนชงกาแฟกับเราแล้วไปทำธุรกิจแล้วขาดทุนแม้แต่เจ้าเดียว http://theindiantea-persiancoffee.blogspot.com/2012/05/blog-post_09.html

แฟรนไชส์กาแฟ THE INDIAN TEA ไปขุดข่าวมาให้ชมกันครับตั้งแต่ปี 48

แฟรนไชส์กาแฟ THE INDIAN TEA ไปขุดข่าวมาให้ชมกันครับตั้งแต่ปี 48 ก็ 7 ปีมาแล้วเป็นข่่าวในยุคแรกๆของเราเลยครับ จากเว็บ Manager Online

ด้วยรสชาติ และชื่อเสียงของ “ชาอินเดีย” อันเป็นที่ยอมรับในหมู่นักดื่มชาอย่างกว้างขวาง ประกอบกับทุกวันนี้ กระแสนิยมทั้งแฟชั่น และวัฒนธรรมอินเดีย กำลังมาแรงในหมู่วัยรุ่นไทย นักธุรกิจหนุ่ม อย่าง “มาโนช อัทมารามานี” ผู้มีสายเลือดภารตะเต็มตัว จึงคว้าเทรนด์ฮิตมาสร้างธุรกิจแฟรนไชส์ ชาอินเดียเจ้าภาพ ในชื่อ“the indian tea”

เขา เล่าว่า ในหมู่ผู้นิยมดื่มชาจะรู้กันดีว่า ชาอินเดียแท้ๆ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวทั้งด้านรส และกลิ่นหอม ซึ่งมาจากใบชา และสมุนไพรหลายชนิด ทว่า สำหรับคนทั่วไปแล้ว จะหาชิมได้ยาก จึงหยิบจุดนี้ มาเป็นแนวทางธุรกิจ ด้วยการนำชาต้นตำรับอินเดียแท้ๆ มาสร้างกระแสนิยม ออกขายแก่ผู้บริโภคในวงกว้าง

ธุรกิจชาอินเดียในชื่อ “the indian tea” เริ่มเมื่อต้นปี 2547 ถือเป็นเจ้าแรกของประเทศ โดยทดลองตลาด ด้วยการเปิดขายแถวหลังการบินไทย กว่า 1 ปีเต็ม เริ่มด้วยชา 10 รส ก่อนที่จะปรับรสชาติให้กลมกล่อมถูกปากลูกค้ามากที่สุด จนเหลือ 5 รส ได้แก่ Masala Milk Tea , Cardamon Milk Tea , Honey Lemon Tea ,Honey Milk Tea และ Black Tea

“ชาอินเดียของแท้มีกว่า 50 รส แต่ผมทดลองตลาดก่อน 10 รส จนมาลงตัวที่ 5 รส ซึ่งตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนได้ทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะดื่มแบบเพียว ๆ ใส่นม ใส่เครื่องเทศ น้ำผึ่ง ซึ่งการทดลองขายหลังการบินไทยช่วยได้มาก เพราะพนักงานการบินไทย เดินทางไปต่างประเทศบ่อย ก็ช่วยแนะนำแสดงความคิดเห็น เพราะช่วงแรก ขายไม่ได้เลย ชาอินเดียแท้ๆ เครื่องเทศจะแรง ไม่ถูกปากคนไทย ผมจึงนำคำแนะนำต่างๆมาปรับ”

จุดเด่นของรสชาติชาอินเดีย มาจาก “ใบชา” ที่ต้องนำเข้าจากรัฐอัสสัมของอินเดียเท่านั้น ประกอบกับผงผสมชาที่เป็นสูตรโดยเฉพาะของ “the indian tea” มี 2 สูตร คือ ผง Masala และผง Cardamon ทำมาจากสูตรไพร และเครื่องเทศหลายๆ ชนิด อาทิ อบเชย กานพลู ขิง พลิกไทยดำ เป็นต้น

หลังจากทดลองตลาดจนมั่นใจ เขาจึงเริ่มธุรกิจแบบแฟรนไชส์ ดำเนินงานภายใต้บริษัท PERFECT DESTINY CORPORATION จำกัด โดยเปิดร้านต้นแบบที่ หลังสวน ซอย 5 วางกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้แก่ วัยรุ่น นักศึกษา คนทำงาน และชาวต่างชาติ โดยรายได้ของร้านต้นแบบ ขายระหว่างพักเที่ยวประมาณ 2 ชม. เฉลี่ยประมาณวันละ 1,000 กว่าบาท

มาโนช อธิบายแฟรนไชส์ แบ่งเป็น 5 รูปแบบ ได้แก่ 1. ราคา 8,000 บาท มีอบรมวิธีการทำ – ใบชา 10 ถุง – เครื่องปรุงต่างๆ 2. ราคา 23,000 บาท ได้ป้าย การอบรม พร้อมอุปกรณ์ครบชุด 3. ราคา 36,000 บาท ได้คีออส อบรมวิธีการทำ อุปกรณ์ครบชุด 4.ราคา 50,000 บาท เป็นบูท การอบรม และอุปกรณ์ครบชุด และ 5. ราคา 99,000 บาท เป็นบูท อบรม อุปกรณ์ครบชุด ทั้ง 5 ระบบดังกล่าว ไม่มีค่า Royalty Fee ไม่หักเปอร์เซ็นต์การขาย และกำหนดว่า ต้องรับวัตถุดิบใบชา (450 กรัม ราคา 320 บาท ทำได้ 250 แก้ว) และผงผสมชา จากบริษัทฯ เท่านั้น

ระยะเวลาในการคืนทุนขึ้นอยู่กับปัจจัยของทำเล การบริการของผู้ขาย ส่วนราคาขายปกติ แก้วละ 25 บาท ทว่า ให้สิทธิแฟรนไชซีปรับราคาได้ตามความเหมาะสม โดยแนะนำว่า ควรเริ่มต้นที่แก้วละ 20 บาท ทั้งนี้ ต้นทุนจริงๆ ต่อแก้วประมาณ 6 บาท หากขายได้วันละ 20 แก้ว จะคืนทุนได้ใน 3 เดือน

นอกจากชาแล้ว ในคีออสยังมีที่ว่างให้วางขายขนมต่างๆ เช่น คุกกี้ ขนมปัง สำหรับกินคู่กับชา ทั้งนี้ ไม่ได้บังคับว่าต้องรับจากบริษัทฯ แฟรนไชซีสามารถหาขนมอื่นๆ มาขายเสริมเองได้

นักธุรกิจหนุ่มเผยต่อว่า หลังจากเปิดตัวแฟรนไชส์มาได้แค่ 2 เดือน ขณะนี้มียอดจองแน่นอนแล้วกว่า 20 ราย โดยเป้าที่วางในปีนี้ อย่างน้อยขยายถึง 50 แห่ง นอกจากนี้ เตรียมที่ขายมาสเตอร์แฟรนไชส์ด้วย ซึ่ง มีลูกค้าจากดูไบ มาติดต่อแล้ว

ส่วนการควบคุมคุณภาพแฟรนไชส์นั้น เขา บอกว่า เป็นจุดที่ให้ความสำคัญสูง เพราะถ้าแบรนด์เสีย จะกลายเป็นจุดอ่อนของธุรกิจทันที ดังนั้น จึงยอมลงทุนในการว่าจ้างกูรูด้านแฟรนไชส์ มาเป็นผู้วางระบบให้ทั้งหมด ไม่ว่า จะเป็นการร่างสัญญา ระเบียบการยกเลิกแฟรนไชส์ เป็นต้น ซึ่งมั่นใจว่า จะสามารถรักษามาตรฐานของแฟรนไชส์ไว้ได้

“ทุกวันนี้ แฟรนไชส์เกิดขึ้นจำนวนมาก .ซึ่งประมาณ 90% ก็ไปไม่รอด เพราะผู้ขายแฟรนไชส์เน้นปล่อยจำนวนมาก ไม่เก็บค่า Royalty Fee เพื่อจูงใจคนให้เข้ามามากๆ ซึ่งมันผิดหลักการของธุรกิจแฟรนไชส์ ผมจึงเน้นให้ธุรกิจอยู่ได้ ต่อเมื่อแฟรนไชซีอยู่รอดได้”

สำหรับระบบจัดส่งวัตถุดิบถ้าเป็นในเขต กทม. บริการฟรี ส่วนต่างจังหวัดคิดค่าบริการตามแต่ระยะทาง ส่วนการทำเลขาย แนะนำว่า ควรเป็นแหล่งชุมชน ในย่างวัยรุ่น คนทำงาน โดยผู้ซื้อแฟรนไชส์ควรจะหาสถานที่เองก่อน ส่วนบริษัทฯ จะช่วยเหลือแนะนำพื้นที่ว่างต่างๆ ซึ่งบริษัทฯ พันธมิตรต่างๆ มาเสนอไว้ให้พิจารณา

ทุกวันนี้ แฟรนไชส์เกี่ยวกับเครื่องดื่มแห่ออกมาจำนวนมาก มาโนช แสดงความเห็นว่า ไม่กังวลกับการแข่งขันสูง เพราะยอมรับการลอกเลียนแบบย่อมเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่ยังมั่นใจในจุดเด่นของแฟรนไชส์ชาอินเดีย “the Indian tea” เนื่องจากมีเสน่ห์ที่ความแปลก เป็นเจ้าแรก และสร้างแบรนด์ให้จดจำมาก่อน

แผนการตลาดในอนาคตนั้น จะพยายามออกรสชาติใหม่ๆ สม่ำเสมอ อีกทั้ง ทำตลาดในวงกว้างด้วยการบรรจุขวดส่งขายตามร้านสะดวกซื้อ และห้างสรรพสินค้าทั่วไป และจุดสูงสุด คือ สร้างแบรนด์ให้เป็นที่จดจดในฐานะผู้นำในวงการชาอินเดีย

* * * * * *

โทร.0-6777-4973

* * * * * *