Archive

Posts Tagged ‘กาแฟสด’

กาแฟ ใครคือผู้คุมชะตาการผลิตกาแฟของโลก

เมื่อพูดถึงประเทศผู้ผลิตกาแฟคนไทยส่วนใหญ่มักจะคิดถึงประเทศบราซิล หรืออินโดนีเซีย น้อยคนที่จะคิดถึงประเทศเวียดนามเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงของเรา ทราบหรือไม่ว่าปัจจุบันกาแฟจัดเป็นสินค้าอันดับสองที่ทำรายได้สูงสุดในโลกรองมาจากอุตสาหกรรมปิโตรเลี่ยม

ปัจจุบันเวียดนามเป็นประเทศที่ผลิตกาแฟทุกชนิดส่งออกในตลาดโลกเป็นอันดับสองรองจากประเทศ บราซิล กาแฟถูกนำมาปลูกในเวียดนามกว่า 100 ปีมาแล้ว และเป็นพืชหลักที่ส่งออกมาตั้งแต่ก่อนสงครามเวียดนาม โดยชาวฝรั่งเศสได้นำเข้ามาปลูกแถบบริเวณที่ราบสูงตอนกลางของประเทศ เมื่อปี ค.ศ. 1857 จนปี ค.ศ.1910-1911 จึงได้มีการขยายพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มมากขึ้น จนถึง ปี ค.ศ.1975 หรือ พ.ศ. 2518 เวียดนามมี พื้นที่เพาะปลูกกาแฟทั้งประเทศรวมประมาณ 20,000 เฮ็กตาร์ หรือ 125,000 ไร่ ผลผลิตที่ได้เป็นเมล็ดกาแฟสด ประมาณ 5,000 – 7,000 ตัน จวบจนปัจจุบันประเทศเวียดนามมีพื้นที่เพาะปลูกกาแฟรวมทั้งสิ้นประมาณ 500,000 เฮ็กตาร์ หรือ 3,125,000 ไร่ โดยพันธุ์หลักที่ปลูกคือพันธุ์โรบัสต้า ซึ่งให้ผลผลิตรวมทั้งสิ้นมากกว่า 700,000 ตัน ต่อปี จนทำให้เวียดนามเป็นประเทศที่ส่งออกเมล็ดกาแฟพันธุ์โรบัสต้าเป็นอันดับหนึ่งของโลก อาจกล่าวได้ว่าในระยะเวลาเพียงแค่ 30 ปี พื้นที่เพาะปลูกกาแฟของเวียดนามเพิ่มขึ้นเป็น 25 เท่า
http://theindiantea-persiancoffee.blogspot.com/2012/05/blog-post_3120.html

กาแฟ อาราบิก้า ปลูก ในภาคเหนือภูเขาสูงอากาศหนาวเย็น

การตัดแต่งกิ่งสำหรับต้นกาแฟอายุตั้งแต่ 8 ปีเป็นต้นไป หลังจากกาแฟอายุ 8-10 ปี มีจำนวนข้อที่ติดผล น้อยลง สภาพต้นทรุดโทรม และผลผลิตต่ำ ต้องมีการตัดแต่งกิ่ง เพื่อให้เกิดยอดใหม่

การตัดแต่งกิ่งสำหรับต้นกาแฟ

– การตัดแต่งกิ่งแบบเปิดด้านข้าง

การตัดแบบเปิดข้างจะตัดกิ่งแขนงที่อยู่ด้านตะวันออก ทิ้งทั้งหมด (แสงเป็นตัวกระตุ้น ให้หน่อเจริญออกมา) เมื่อหน่อใหม่เกิดขึ้น อายุประมาณ 6 เดือน จึงตัดลำต้นเก่าออก คัดเลือกหน่อที่แข็งแรงไว้เพียง 1-2 อัน เพื่อเลี้ยงให้เป็นลำต้นหลักต่อไป

http://theindiantea-persiancoffee.blogspot.com/2012/05/blog-post_4242.html

คำขอรับการจัดสรรปริมาณผลิตภัณฑ์กาแฟ

คำขอรับการจัดสรรปริมาณผลิตภัณฑ์กาแฟ
ที่จะออกหนังสือรับรองสำหรับชำระภาษีในโควตาตามพันธกรณี
ตามความตกลงการเกษตรภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) สำหรับปี ๒๕๕๕

http://theindiantea-persiancoffee.blogspot.com/2012/05/blog-post_17.html

กาแฟ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 197) พ.ศ. 2543

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ 197) พ.ศ. 2543
เรื่อง กาแฟ
——————————————
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง กาแฟ
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6(3)(4)(5)(6)(7) และ (10) แห่งพระราช บัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและ เสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 35 มาตรา 48 และมาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

http://theindiantea-persiancoffee.blogspot.com/2012/05/197-2543.html

กาแฟสด โกปิ ลูวะ แบรนด์จากประเทศอินโดนิเซีย ขายแก้วละ 240 ถึง 1,500 บาท

กาแฟสด โกบิ ลูวะ แบรนด์จากประเทศอินโดนิเซีย เมื่อพูดถึงกาแฟรสชาติดีที่มีราคาแพงที่สุดในโลกหลายคนอาจจะนึกถึงกาแฟโกปิ ลูวะ กาแฟที่มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศอินโดนิเซียเป็นแบรนด์กาแฟที่ได้ชื่อว่ามีเอกลักษณ์และราคาสูง โกปิ ในภาษาอินโดนิเซียแปลว่ากาแฟส่วน ลูวะ แปลว่าตัวชะมด http://theindiantea-persiancoffee.blogspot.com/2012/05/240-1500.html

กาแฟสด เรียนชงกาแฟ เมนูกาแฟ สไตล์ที่แตกต่าง ขายดี ได้เป็นเจ้าของธุรกิจเต็มตัว ไร้ข้อผูกมัด ไม่บังคับซื้อวัตถุดิบ

กาแฟสด เรียนชงกาแฟ เมนูกาแฟ สไตล์ที่แตกต่าง ขายดี ได้เป็นเจ้าของธุรกิจเต็มตัว ไร้ข้อผูกมัด ไม่บังคับซื้อวัตถุดิบ ธุรกิจของเรา THE INDIAN TEA เริ่มแรกมีแค่ธุรกิจชา เปิดขายให้นักลงทุนมากว่า 9 ปี ภายหลังได้ขยายมาทำเรื่องกาแฟสด และได้รับผลตอบรับที่ดีมาก โดยขณะนี้ยังไม่มีเจ้าไหนที่เราสอนวิธีชงกาแฟสดหรือเข้ามาเรียนชงกาแฟกับเราแล้วไปทำธุรกิจแล้วขาดทุนแม้แต่เจ้าเดียว http://theindiantea-persiancoffee.blogspot.com/2012/05/blog-post_09.html

แฟรนไชส์กาแฟ THE INDIAN TEA ไปขุดข่าวมาให้ชมกันครับตั้งแต่ปี 48

แฟรนไชส์กาแฟ THE INDIAN TEA ไปขุดข่าวมาให้ชมกันครับตั้งแต่ปี 48 ก็ 7 ปีมาแล้วเป็นข่่าวในยุคแรกๆของเราเลยครับ จากเว็บ Manager Online

ด้วยรสชาติ และชื่อเสียงของ “ชาอินเดีย” อันเป็นที่ยอมรับในหมู่นักดื่มชาอย่างกว้างขวาง ประกอบกับทุกวันนี้ กระแสนิยมทั้งแฟชั่น และวัฒนธรรมอินเดีย กำลังมาแรงในหมู่วัยรุ่นไทย นักธุรกิจหนุ่ม อย่าง “มาโนช อัทมารามานี” ผู้มีสายเลือดภารตะเต็มตัว จึงคว้าเทรนด์ฮิตมาสร้างธุรกิจแฟรนไชส์ ชาอินเดียเจ้าภาพ ในชื่อ“the indian tea”

เขา เล่าว่า ในหมู่ผู้นิยมดื่มชาจะรู้กันดีว่า ชาอินเดียแท้ๆ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวทั้งด้านรส และกลิ่นหอม ซึ่งมาจากใบชา และสมุนไพรหลายชนิด ทว่า สำหรับคนทั่วไปแล้ว จะหาชิมได้ยาก จึงหยิบจุดนี้ มาเป็นแนวทางธุรกิจ ด้วยการนำชาต้นตำรับอินเดียแท้ๆ มาสร้างกระแสนิยม ออกขายแก่ผู้บริโภคในวงกว้าง

ธุรกิจชาอินเดียในชื่อ “the indian tea” เริ่มเมื่อต้นปี 2547 ถือเป็นเจ้าแรกของประเทศ โดยทดลองตลาด ด้วยการเปิดขายแถวหลังการบินไทย กว่า 1 ปีเต็ม เริ่มด้วยชา 10 รส ก่อนที่จะปรับรสชาติให้กลมกล่อมถูกปากลูกค้ามากที่สุด จนเหลือ 5 รส ได้แก่ Masala Milk Tea , Cardamon Milk Tea , Honey Lemon Tea ,Honey Milk Tea และ Black Tea

“ชาอินเดียของแท้มีกว่า 50 รส แต่ผมทดลองตลาดก่อน 10 รส จนมาลงตัวที่ 5 รส ซึ่งตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนได้ทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะดื่มแบบเพียว ๆ ใส่นม ใส่เครื่องเทศ น้ำผึ่ง ซึ่งการทดลองขายหลังการบินไทยช่วยได้มาก เพราะพนักงานการบินไทย เดินทางไปต่างประเทศบ่อย ก็ช่วยแนะนำแสดงความคิดเห็น เพราะช่วงแรก ขายไม่ได้เลย ชาอินเดียแท้ๆ เครื่องเทศจะแรง ไม่ถูกปากคนไทย ผมจึงนำคำแนะนำต่างๆมาปรับ”

จุดเด่นของรสชาติชาอินเดีย มาจาก “ใบชา” ที่ต้องนำเข้าจากรัฐอัสสัมของอินเดียเท่านั้น ประกอบกับผงผสมชาที่เป็นสูตรโดยเฉพาะของ “the indian tea” มี 2 สูตร คือ ผง Masala และผง Cardamon ทำมาจากสูตรไพร และเครื่องเทศหลายๆ ชนิด อาทิ อบเชย กานพลู ขิง พลิกไทยดำ เป็นต้น

หลังจากทดลองตลาดจนมั่นใจ เขาจึงเริ่มธุรกิจแบบแฟรนไชส์ ดำเนินงานภายใต้บริษัท PERFECT DESTINY CORPORATION จำกัด โดยเปิดร้านต้นแบบที่ หลังสวน ซอย 5 วางกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้แก่ วัยรุ่น นักศึกษา คนทำงาน และชาวต่างชาติ โดยรายได้ของร้านต้นแบบ ขายระหว่างพักเที่ยวประมาณ 2 ชม. เฉลี่ยประมาณวันละ 1,000 กว่าบาท

มาโนช อธิบายแฟรนไชส์ แบ่งเป็น 5 รูปแบบ ได้แก่ 1. ราคา 8,000 บาท มีอบรมวิธีการทำ – ใบชา 10 ถุง – เครื่องปรุงต่างๆ 2. ราคา 23,000 บาท ได้ป้าย การอบรม พร้อมอุปกรณ์ครบชุด 3. ราคา 36,000 บาท ได้คีออส อบรมวิธีการทำ อุปกรณ์ครบชุด 4.ราคา 50,000 บาท เป็นบูท การอบรม และอุปกรณ์ครบชุด และ 5. ราคา 99,000 บาท เป็นบูท อบรม อุปกรณ์ครบชุด ทั้ง 5 ระบบดังกล่าว ไม่มีค่า Royalty Fee ไม่หักเปอร์เซ็นต์การขาย และกำหนดว่า ต้องรับวัตถุดิบใบชา (450 กรัม ราคา 320 บาท ทำได้ 250 แก้ว) และผงผสมชา จากบริษัทฯ เท่านั้น

ระยะเวลาในการคืนทุนขึ้นอยู่กับปัจจัยของทำเล การบริการของผู้ขาย ส่วนราคาขายปกติ แก้วละ 25 บาท ทว่า ให้สิทธิแฟรนไชซีปรับราคาได้ตามความเหมาะสม โดยแนะนำว่า ควรเริ่มต้นที่แก้วละ 20 บาท ทั้งนี้ ต้นทุนจริงๆ ต่อแก้วประมาณ 6 บาท หากขายได้วันละ 20 แก้ว จะคืนทุนได้ใน 3 เดือน

นอกจากชาแล้ว ในคีออสยังมีที่ว่างให้วางขายขนมต่างๆ เช่น คุกกี้ ขนมปัง สำหรับกินคู่กับชา ทั้งนี้ ไม่ได้บังคับว่าต้องรับจากบริษัทฯ แฟรนไชซีสามารถหาขนมอื่นๆ มาขายเสริมเองได้

นักธุรกิจหนุ่มเผยต่อว่า หลังจากเปิดตัวแฟรนไชส์มาได้แค่ 2 เดือน ขณะนี้มียอดจองแน่นอนแล้วกว่า 20 ราย โดยเป้าที่วางในปีนี้ อย่างน้อยขยายถึง 50 แห่ง นอกจากนี้ เตรียมที่ขายมาสเตอร์แฟรนไชส์ด้วย ซึ่ง มีลูกค้าจากดูไบ มาติดต่อแล้ว

ส่วนการควบคุมคุณภาพแฟรนไชส์นั้น เขา บอกว่า เป็นจุดที่ให้ความสำคัญสูง เพราะถ้าแบรนด์เสีย จะกลายเป็นจุดอ่อนของธุรกิจทันที ดังนั้น จึงยอมลงทุนในการว่าจ้างกูรูด้านแฟรนไชส์ มาเป็นผู้วางระบบให้ทั้งหมด ไม่ว่า จะเป็นการร่างสัญญา ระเบียบการยกเลิกแฟรนไชส์ เป็นต้น ซึ่งมั่นใจว่า จะสามารถรักษามาตรฐานของแฟรนไชส์ไว้ได้

“ทุกวันนี้ แฟรนไชส์เกิดขึ้นจำนวนมาก .ซึ่งประมาณ 90% ก็ไปไม่รอด เพราะผู้ขายแฟรนไชส์เน้นปล่อยจำนวนมาก ไม่เก็บค่า Royalty Fee เพื่อจูงใจคนให้เข้ามามากๆ ซึ่งมันผิดหลักการของธุรกิจแฟรนไชส์ ผมจึงเน้นให้ธุรกิจอยู่ได้ ต่อเมื่อแฟรนไชซีอยู่รอดได้”

สำหรับระบบจัดส่งวัตถุดิบถ้าเป็นในเขต กทม. บริการฟรี ส่วนต่างจังหวัดคิดค่าบริการตามแต่ระยะทาง ส่วนการทำเลขาย แนะนำว่า ควรเป็นแหล่งชุมชน ในย่างวัยรุ่น คนทำงาน โดยผู้ซื้อแฟรนไชส์ควรจะหาสถานที่เองก่อน ส่วนบริษัทฯ จะช่วยเหลือแนะนำพื้นที่ว่างต่างๆ ซึ่งบริษัทฯ พันธมิตรต่างๆ มาเสนอไว้ให้พิจารณา

ทุกวันนี้ แฟรนไชส์เกี่ยวกับเครื่องดื่มแห่ออกมาจำนวนมาก มาโนช แสดงความเห็นว่า ไม่กังวลกับการแข่งขันสูง เพราะยอมรับการลอกเลียนแบบย่อมเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่ยังมั่นใจในจุดเด่นของแฟรนไชส์ชาอินเดีย “the Indian tea” เนื่องจากมีเสน่ห์ที่ความแปลก เป็นเจ้าแรก และสร้างแบรนด์ให้จดจำมาก่อน

แผนการตลาดในอนาคตนั้น จะพยายามออกรสชาติใหม่ๆ สม่ำเสมอ อีกทั้ง ทำตลาดในวงกว้างด้วยการบรรจุขวดส่งขายตามร้านสะดวกซื้อ และห้างสรรพสินค้าทั่วไป และจุดสูงสุด คือ สร้างแบรนด์ให้เป็นที่จดจดในฐานะผู้นำในวงการชาอินเดีย

* * * * * *

โทร.0-6777-4973

* * * * * *

แฟรนไชส์กาแฟ THE INDIAN TEA อัตราการเจริญเติบโตและเป้าหมายในปี 2555

– แฟรนไชส์กาแฟ THE INDIAN TEA ความเติบโตของธุรกิจจนถึงปัจจุบัน

สำหรับ SME แฟรนไชส์กาแฟเล็กๆอย่างเราถือได้ว่าเติบโตพอสมควร

ปี พศ.

จำนวนสาขา

เปลี่ยนแปลง

2550

61

2551

111

เพิ่มขึ้น 82%

2552

161

เพิ่มขึ้น 46%

2553

211

เพิ่มขึ้น 32%

2554

311

เพิ่มขึ้น 48%

ข้อมูลการเติบโต แฟรนไชส์กาแฟ จาก ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ โดยเป็นข้อมูลที่เราให้ไว้และเก็บมาเรื่อยๆ เป็นสาขาที่มีการเปิดร้านกาแฟขึ้นในแต่ละจังหวัดทั่วประเทศ ต้องทำความเข้าใจนิดนึงว่ามีที่เปิดขึ้นและปิดลงสลับกันไป ที่ปิดก็ไม่ใช่เพราะขายไม่ได้หรือขายไม่ดีเสมอไป เพราะเหตุผลต้องการไปดำเนินธุรกิจอย่างอื่นต่อก็มี ธุรกิจขายกาแฟและชานี้เป็นธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับทำเลเป็นหลักหากทำเลดี คู่แข่งไม่มากเกินไป เมนูหลากหลาย มีเบเกอร์รี่สูตรเฉพาะที่เป็นจุดเด่นของร้าน มีความมุ่งมั่น ไม่ล้มเลิกง่ายๆและความขยัน ย่อมขายดี สาขาที่ประสบความสำเร็จเด่นๆ ก็จะมี ร้านบ้านย่าล้วน สุขุมวิท 105 ซอยลาซาล 41,ถนนพระยาสุเรนทร์,ข้างห้างสิริบรรณ จังหวัดตรัง,สะพานใหม่,สระแก้ว,นครสวรรค์,โรงพยาบาลหาดใหญ่ เป็นต้น ซึ่งสาขาที่ลงทุนระดับ 100,000 บาทขึ้นไป ยังไม่มีที่ใดไม่ประสบความสำเร็จ ส่วนนอกนั้นเป็นสาขาที่ลงทุน 6,900 – 39,000

แฟรนไชส์กาแฟ THE INDIAN TEA Biz Expo
แฟรนไชส์กาแฟ THE INDIAN TEA Biz Expo

 – อายุธุรกิจ

เปิดทำการตั้งแต่ปี 2546 โดยช่วงปีแรก ขายแฟรนไชส์หรือขายไอเดียนี้ไม่ค่อยได้มากนักเน้นเปิดร้านขายเองมากกว่า ขณะนี้เป็นเวลา 9 ปีแล้ว

– วิเคราะห์ตลาดภาพรวมของธุรกิจที่ทำอยู่

เนื่องจากเราเป็นร้านกาแฟที่เน้นเปิดตลาดในสเกลเล็ก ลงทุนต่ำจึงมีช่องว่างอีกมากที่จะสามารถเปิดได้ จึงคาดว่าอัตราการเติบโตเฉลี่ยจะสูงขึ้นตามเศรษฐกิจของประเทศไทย ในด้านเราเองรักษาระดับให้เติบโตไม่ต่ำกว่า 40% ต่อปี ร้านสามารถมีได้ทุกซอก ทุกซอย เนื่องจากเป็นร้านขายน้ำ ที่มีเมนูกาแฟและชาชงสำเร็จหรือเมนูกาแฟสด ตัวเลขในปี 54 ที่ 311 สาขา เราเชื่อมั่นว่าหากการประชาสัมพันธ์ด้านการตลาดเป็นไปอย่างราบรื่นและมีงบลงทุนที่เพียงพอ จะให้มี 1,000 สาขาในปี 55 ก็เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ สำหรับการเติบโตในปีหน้าเราตั้งเป้าไว้ที่ 50% = 622 สาขา ไม่ต้องถึง 1,000 เป็นเงินประมาณ 3 แสนกว่าบาทต่อเดือน และเป็นเงินประมาณ 4ล้านกว่าบาทต่อปี โดยงบการตลาดอยู่ที่ 15% ประมาณ 50,000 ต่อเดือน หรือ 600,000 บาทต่อปี

หากให้วิเคราะห์ตลาดเราแข่งขันอยู่ในตลาดวัตถุดิบและอุปกรณ์ในการเปิดร้านขายกาแฟ ในรูปแบบแฟรนไชส์แบบเหมาซื้อวัตถุดิบหรืออุปกรณ์แถมแบรนด์ไปใช้ได้ คล้ายคลึงกับเนสเล่หรือแฟรนไชส์กาแฟทั่วไป ซึ่งตีโดยรวมจาก 100% เรามองว่าเรากินส่วนแบ่งแชร์จากมูลค่าตลาดรวมไม่ถึง 5% คิดง่ายๆ หากในจังหวัดกรุงเทพฯมีแบรนด์เนสเล่เปิดไปแล้ว 200 สาขา เจ้าอื่นๆเปิดกันเป็น 50 เป็นร้อย เรามีแค่ 3-5 , ให้วิเคราะห์ก็คือ แบรนด์เรายังไม่ติดลมบนยังไม่เป็นที่รู้จักและนิยมของผู้ประกอบการในการเปิดร้าน ด้านการตลาดเรายังไม่แข็งแรงพอ เรายังไม่เป็นที่รูปจักเหมือนแบรนด์ร้านกาแฟสเกลขนาดกลางถึงใหญ่อย่าง อเมซอน,ชาวดอย,สตาร์บัค,โอบองแบง, สเกลเล็กถึงกลางอย่างคอฟฟี่ดรีม,บลูเมาท์เทนคอฟฟี่,กาแฟสดเด่นชัย,เนสเล่หรือแบรนด์กาแฟอื่นๆ  จึงมีโอกาสอีกมากที่จะทำให้แบรนด์เราเป็นที่รู้จัก เทียบเท่าแบรนด์กาแฟชั้นนำ เราถือว่าธุรกิจที่อยู่ในข่ายของการสร้างแบรนด์สาขาอยู่ในกลุ่มเดียวกันกับเราในแง่ของมุมมองแบบการสร้างแบรนด์ แต่หากเป็นแง่ของแฟรนไชส์ ต้องบอกว่าเราไม่ใช่แฟรนไชส์เพราะไม่มีการเก็บส่วนแบ่งหรือรอยัลตี้ฟีใดๆเป็นธุรกิจขายไอเดีย ขายแบรนด์ ขายวัตถุดิบหรืออุปกรณ์ หากมองในแง่นี้เราจะอยู่ในอีกกลุ่มหนึ่ง โดบภาพรวมของตลาดมองว่าธุรกิจนี้มีการเติบโตที่สูงมาตลอด แต่ละพื้นที่มักมีผู้จับจองทำเลในการขายและประสบความสำเร็จเป็นเจ้าประจำได้อยู่ในแต่ละจุดและก็ยังมีช่องว่างในทำเลแต่ละแห่งอีกมากที่สามารถเปิดเพิ่มได้ หรือเมื่อมีผู้ปิดร้านหรือเซ้งร้านก็สามารถเปิดได้ ธุรกิจนี้ยังไปได้แม้จะมีการแข่งขันกันที่รุนแรง มีผู้เล่นรายใหม่ปรากฏขึ้นทุกปีก็ตาม ซึ่งก็เกิดใหม่และหายไปทุกปีเช่นกันจะเหลือแต่แบรนด์หลักๆที่อยู่รอด เราจึงมองว่าตลาดนี้ต้องควบคุมและวางแผนการใช้เงินลงทุนในค่าการตลาดดีๆ ใช้เงินให้คุ้มค่าในการทำให้กลุ่มเป้าหมายรู้จักและมีความเชื่อมั่นในการลงทุน ซึ่งกลุ่มเป้าหมายเราคือผู้มีความต้องการเปิดร้านกาแฟหรือร้านขายกาแฟและผู้มีร้านกากาแฟหรือร้านขายน้ำอยู่แล้ว ไปจนถึงร้านอาหารหรือเบเกอร์รี่ ล่าสุดร้านก๋วยเตี๋ยวที่เอาเราไปเปิดเสริม เราจึงแบ่งตลาดตามประเภทดังกล่าวข้างต้น ที่บอกได้ตรงๆว่าวันนี้เรายังขยายตลาดไม่ถึงไหนเลยจึงมีโอกาสไปได้อีกไกล

– ความโดดเด่น จุดขาย ของสินค้าที่แตกต่างจากคู่ค้าไลน์เดียวกัน

ความโดดเด่นตรงที่เราเป็นแบรนด์ที่สื่อในด้านวัฒนธรรมการดื่มใหม่ๆที่ยังไม่มีในเมืองไทย แม้จะมีมาหลายร้อยปีแล้วในต่างประเทศก็ตาม จุดขายคือการนำสิ่งที่เป็นที่นิยมในวัฒนธรรมหนึ่งให้เป็นที่นิยมในอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งที่จุดกำเนิดของวัฒนธรรมนี้เขาฮิตกันได้ ทำไมที่นี่จะฮิตติดลมบนไม่ได้ เมื่อถึงวันหนึ่งมีลูกค้าประจำสะสม มีผู้ชื่นชอบมากขึ้นเราก็จะโตขึ้นและเป็นที่รู้จักเพิ่มมากขึ้น

แตกต่างจากคู่แข่งมากตรงเมนูชาและเมนูกาแฟที่แต่ละเมนูที่ขายยังไม่มีใครเหมือนเรา

– ลักษณะรายละเอียดสินค้า

1.ด้านวัตถุดิบ ใบชา เป็นใบชาอัสสัม จากรัฐอัสสัมของอินเดีย เครื่องปรุงเป็นสมุนไพรสูตรเฉพาะที่เราปรุงขึ้น ซึ่งเป็นสมุนไพรอินเดีย ประกอบด้วย ผลกระวานเทศเขียว ขิง พริกไทยดำ ใบกระวาน อบเชย กานพลู

2.ด้านอุปกรณ์ คัดคุณภาพ ไม่มีวันลดต้นทุนโดยใช้อุปกรณ์ที่ไม่มีคุณภาพ ตัวอย่างอุปกรณ์เช่น เครื่องทำกาแฟสด เครื่องบดเมล็ดกาแฟ เตาต้ม หม้อต้ม ขวดโหลโลโก้ กระบอกน้ำทนความร้อน บิกก้า เหยือกตวง ช้อนตวง ฯลฯ

3.ด้านไอเดีย แบรนด์ THE INDIAN TEA

 

– ราคาจำหน่าย ปลีก-ส่ง

ขายเป็นชุดเริ่มต้น 6,900 – 130,000

– เสียงตอบรับจากผู้บริโภค

ดีมาก มีผู้นิยมเพิ่มขึ้นและขยายตัวอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา

– ทำเลที่เหมาะสมกับธุรกิจ

ตามแหล่งชุมชน เด่นๆคือ ตลาดนัด,โรงพยาบาล,รถเข็นขายกาแฟคลื่อนที่

– ความน่าสนใจต่อการลงทุนในธุรกิจ / ทำไมจึงต้องเลือกลงทุนร่วมกับเรา

ลงทุนต่ำคืนทุนเร็ว หากขาดทุนยังไงไม่เจ็บตัวมาก ควบคุมงบประมาณในการเปิดร้านได้ แบรนด์สะดุดตามีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร แนะรูปแบบการลงทุนอย่างประหยัดและเหมาะสมเพื่อเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จฟรี หัวข้อนี้ไม่ต้องการขายฝันมาก การลงทุนมีความเสี่ยง ควรระมัดระวังและควบคุมค่าใช้จ่ายและหาทำเลที่ดีที่สุด ควรมีสายป่านในการประกอบการที่ยาวเพียงพอให้อยู่ได้ไม่น้อยกว่า 6 เดือน หัวข้อสรุปความน่าสนใจต่อการลงทุนในธุรกิจดังรายละเอียดด้านล่าง

 

1.ลงทุนต่ำเริ่มต้นเพียง 6,900 – 130,000 บาท

2.เปิดร้านเป็นแบรนด์ของตนเองได้ เปิดร้านกาแฟสด กับแฟรนไชส์กาแฟสดหรือเปิดเป็นแบรนด์ของตัวเอง

3.ใช้แบรนด์ของเราได้เต็มที่ไม่มีค่าใช้จ่ายรายปี รายเดือน

4.จ่ายครั้งเดียวจบ จ่ายครั้งแรกเหมือนค่าแรกเข้าและได้อุปกรณ์ตามรูปแบบการลงทุน

5.วัตถุดิบไม่บังคับว่าต้องซื้อกับเราตลอด หมดก็มาซื้อกับเรา หรือสะดวกซื้อที่อื่นก็ไม่ว่า แต่ถ้าซื้อกับเราก็เป็นการอุดหนุนกันไป

6.เงินที่ได้จากกำไร เรานำไปสร้างแบรนด์ขายฐานให้เมนูชา กาแฟเรามีชื่อเสียงต่อไป ให้ที่เคยขายดี ได้ขายดียิ่งๆขึ้นไป มีน้อยทำน้อย มีเยอะทำเยอะ

7.มีการเปรียบเทียบกับแฟรนไชส์อื่นๆและเลือกด้วยความชอบส่วนตัวหรือเห็นว่าคุ้มค่าและเป็นอีกสไตล์ที่น่าลงทุน ตอบโจทย์ที่ลูกค้าต้องการ การเลือกซื้อแฟรนไชส์กาแฟสดและการประกอบธุรกิจกาแฟสดให้ประสบความสำเร็จ

 – เงื่อนไขการลงทุน รูปแบบการลงทุน งบการลงทุน

5 รูปแบบการลงทุน

(1) โปรโมชั่นพิเศษ 6,900 บาท (สูตรกาแฟชงสำเร็จ)
(ป้ายร้าน, ป้ายเมนูตั้งพื้น, ป้ายโลโก้, พร้อมคู่มือวิธีการ 1 เล่ม และวัตถุดิบใบชา-กาแฟ-เครื่องปรุงฯรวมทำได้ 1,000 แก้ว)

(2) 19,000 บาท (สูตรกาแฟชงสำเร็จ)
(ป้ายร้าน, ป้ายเมนูตั้งพื้น, ป้ายโลโก้, พร้อมคู่มือวิธีการ 1 เล่ม, วัตถุดิบใบชา-กาแฟ-เครื่องปรุงฯรวมทำได้ 2,000 แก้ว และเพิ่มอุปกรณ์ในการทำทั้งหมดครบชุด)

(3) 39,000 บาท (สูตรกาแฟชงสำเร็จ)
(ป้ายร้าน, ป้ายเมนูตั้งพื้น, ป้ายโลโก้, พร้อมคู่มือวิธีการ 1 เล่ม, วัตถุดิบใบชา-กาแฟ-เครื่องปรุงฯรวมทำได้ 2,000 แก้ว, อุปกรณ์ในการทำทั้งหมดครบชุด และเพิ่ม KIOSK ร้านขนาด 1.2 เมตร)

(4) 110,000 บาท (สูตรกาแฟสด + สูตรกาแฟชงสำเร็จ)
(ป้ายร้าน, ป้ายเมนูตั้งพื้น, ป้ายโลโก้, อบรมวิธีการทำพร้อมคู่มือ, วัตถุดิบใบชา-กาแฟ-เครื่องปรุงฯรวมทำได้ 2,000 แก้ว, อุปกรณ์ในการทำทั้งหมดครบชุดของชาอินเดีย , และเพิ่มเครื่องทำกาแฟสดพร้อมอุปกรณ์ครบชุด สำหรับทำกาแฟเปอร์เซียสูตรกาแฟสดรวม5รสคือ 1.Persian Espresso 2.Persian Cappuccino 3.Persian Latte 4.Persian Mocca 5.Persian Cocoa)

(5) 130,000 บาท (สูตรกาแฟสด + สูตรกาแฟชงสำเร็จ)
(ป้ายร้าน, ป้ายเมนูตั้งพื้น, ป้ายโลโก้, อบรมวิธีการทำพร้อมคู่มือ, วัตถุดิบใบชา-กาแฟ-เครื่องปรุงฯรวมทำได้ 2,000 แก้ว, อุปกรณ์ในการทำทั้งหมดครบชุดของชาอินเดีย , เครื่องทำกาแฟสดพร้อมอุปกรณ์ครบชุด สำหรับทำกาแฟเปอร์เซียสูตรกาแฟสดรวม5รสคือ 1.Persian Espresso 2.Persian Cappuccino 3.Persian Latte 4.Persian Mocca 5.Persian Cocoa, และเพิ่ม KIOSKร้านขนาด 1.2เมตร)

* ฟรี ! ค่าแฟรนไชส์*
* ไม่เสียค่า Loyalty Fee*
* ไม่หักเปอร์เซ็นต์การขาย*
* เป็นเจ้าของร้านได้เต็มตัว*
* ฟรี! อบรมวิธีการทำ พร้อมทำขายได้ทันที*

* หรือ! สำหรับ ผู้ที่สนใจแฟรนไชส์ แต่ไม่สะดวกเดินทางมาอบรมที่กรุงเทพฯ(ซอย ลาดพร้าว87) ทาง เราจะจัดส่งสินค้าไปให้ทางไปรษณีย์พร้อมคู่มือการทำชาอินเดีย-กาแฟเปอร์ เซียโดยละเอียดครับ ซึ่งสามารถทำตามขั้นตอนจากคู่มือได้ง่าย

– ประมาณการรายได้/เดือนหรือกำไรเบื้องต้น

ราคาขายนั้นแต่ละที่จะขายราคาไม่เท่ากันจะขึ้นอยู่กับทำเลและค่าเช่าเป็นหลักแต่สิ่งที่ต้องรู้ก่อนก็คือต้นทุนต่อหนึ่งแก้วคือเท่าไหร่ ต้นทุนต่อหนึ่งแก้วของเราจะอยู่ที่ 6-7 บาท ต้นทุนนี้รวมทุกอย่างพร้อมเสริฟให้ลูกค้าแล้ว คือรวม แก้ว ฝา หลอด น้ำชา น้ำแข็ง พร้อมเสริฟ ราคาขายที่นิยมขายกันมากที่สุดคือแก้วละ 20 บาท แต่ละที่ขายราคาไม่เท่ากัน เช่น บางท่านเปิดขายหน้าบ้านตัวเองแบบไม่เสียค่าเช่าเลย นำไปขายแก้วละ 15 บาท ก็มี สำหรับราคาขายแพงสุดที่ขายคือ 50-60 บาทก็มี คือประเภทค่าเช่า 5-6 หมื่นบาทตามในห้างใหญ่ๆ แต่ถ้าประเภททำเล บิ๊กซีหรือโลตัส ค่าเช่าประมาณ 10,000 – 20,000 บาทนั้น จะขายกันแก้วละ 30-35-40 บาท แต่หากเป็นตามตลาดนัดทั้งหลายหรือเช่าหน้าร้าน จะขายกัน 20-25 บาท  ราคาขายเหล่านี้ทางเราจะช่วยแนะนำว่าควรจะขายเท่าไหร่ให้เหมาะสมกับทำเลและค่าเช่าที่ท่านจะเปิดร้าน เราสามารถทำอัดขวดขายให้ลูกค้านำกลับบ้านก็สามารถทำได้

วิธีการคำนวณจุดคุ้มทุนเราจะแนะนำง่ายๆเช่น

ทำเลตลาดนัดค่าเช่าวันละ 50 – 100 บาท เป็นเดือนละ1500-3000บาท

 

ต้นทุนต่อแก้ว

7

(บาท/แก้ว)

ค่าเช่า

3

(บาท/แก้ว)

รวมต้นทุน

10

(บาท/แก้ว)

ราคาขาย

20

(บาท/แก้ว)

ถ้าขายได้ 20 แก้วต่อวัน

20X20X30=

12,000 (บาท/เดือน)

หักต้นทุน

10X20X30=

6,000 (บาท/เดือน)

กำไร

6,000(บาท/เดือน)

หมายเหตุ ใช้ยอดขายต่ำที่สุดต่อวันที่ควรจะขายได้คือวันละ 20 แก้ว เป็นกำไรที่ควรจะได้ขั้นต่ำในแต่ละเดือน แต่ในความเป็นจริงยอดขายควรจะเป็น 50-100 แก้วต่อวัน หรือถ้าที่คนเยอะจริงๆ ก็ควรจะอยู่ที่ 150-200 แก้วต่อวัน ตามข้อมูลด้านบนเป็นยอดขายที่แย่ที่สุดแล้ว ซึ่งเราควรจะพิจารณาว่าทำเลที่เราจะไปเปิดร้านขายนั้นจะได้ถึงวันละ 20 แก้วหรือไม่ และเราต้องดูอีกว่าทำเลที่เราไปขายนั้นขายทุกวัน ขายทั้งวันหรือเปล่า หรือขายได้แค่จันทร์ถึงศุกร์หรือเสาร์อาทิตย์หรือขายแค่ช่วงบ่ายหรือขายแค่ช่วงเช้าอย่างเดียว

– แผนการตลาด/กลยุทธ์การตลาด ปี 2555

ทำความรู้จักกับสื่อมากขึ้นแบ่งแยกประเภทช่องทางการกระจายข่าวสารไปยังผู้ประกอบการที่เข้าข่ายเป็นกลุ่มเป้าหมาย รวมทั้งวัดผลที่ได้รับ ควบคุมต้นทุนการใช้จ่ายด้านงบการตลาดให้คุ้มค่า

1.ประชาสัมพันธ์ในเว็บที่มีกลุ่มเป้าหมายเข้าชมให้ครอบคลุม ยังมีอีกหลายเว็บที่เราไม่ได้ใส่ใจและเว็บต่างๆเหล่านั้นจะเป็นกำลังเสริมที่จะพัฒนาผลักดันเราให้เติบโตขึ้นได้

2.Social Network Marketing ปกติเรามีการอับเดทผ่านช่องทางนี้และรวมกลุ่มผู้สนใจลงทุนรวมทั้งผู้ที่สนใจติดตาม ผู้ที่อยากทดลองทานเข้ามาไว้ในจุดๆเดียวกันซึ่งมีแนวโน้มในการเติบโตอย่างรวดเร็ว ช่องทางนี้เรามองว่าเป็นการสร้าง คอมมูนิตี้อย่างหนึ่งที่ลูกค้าสามารถวิพากย์วิจารณ์ได้ สื่อสามารถเข้ามาเก็บข้อมูลได้ และเราสามารถตอบกลับไปยังลูกค้าได้ทันที (real time)

3.Tele Marketing คนที่สนใจตลอดมามีการเก็บข้อมูลเบอร์ติดต่อและที่อยู่ไว้ที่สามารถติดตามอับเดทข้อมูลได้ตลอดเวลาถึงความเคลื่อนไหวของเราและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆของเราที่เขาอาจสนใจ

4.E-Mail Marketing เราไม่ส่งสแปมเมล์ เรามีรอบระยะเวลาในการส่งและส่งไปยังกลุ่มผู้สนใจที่ติดต่อเราเข้ามาและให้อีเมล์กับเราไว้เท่านั้น และส่งเฉพาะข้อมูลที่เป็นประโยชน์เช่นทำเลใหม่ๆในการเปิดร้านขายของ ทำเลเปิดร้านกาแฟ การอับเดทความเป็นไปของบริษัท โดยข้อมูลจะไม่เป็นข้อมูลซ้ำๆกันในการส่งเข้าไปให้ผู้ที่เป็นลูกค้าอยู่แล้วและลูกค้ามุ่งหวังในอนาคต ซึ่งปัจจุบันเรามีข้อมูลลูกค้ากว่า 3,000 ราย และไม่มีการขายข้อมูลนี้ให้กับที่อื่นเด็ดขาด

5.สื่อวิทยุและนิตยสาร ไม่เน้นเพราะที่ผ่านมาไม่ได้ผลแต่ยังไม่ทิ้ง มีโอกาสจะเลือกพิจารณา เลือกลงเป็นบางโอกาส ที่ไม่ได้ผลเพราะเราไม่มีทุนเพียงพอที่จะลงแบบต่อเนื่องหากลงต่อเนื่องเชื่อว่าได้ผลแน่นอนแต่ต้นทุนในการประชาสัมพันธ์สูงเกินไปไม่คุ้มกับรายรับเราจึงมองว่าช่องทางอื่นๆได้ผลมากกว่า ในระดับการลงทุนที่เท่ากัน วิทยุและนิตยสารมีติดต่อมาสัมภาษณ์ฟรีปีหนึ่งๆหลายแห่ง ขอขอบพระคุณ

6.หนังสือพิมพ์ อับเดทข้อมูลข่าวสารไปยังสื่อต่างๆมากขึ้น เขาจะทำข่าวให้เราหรือไม่อีกเรื่องหนึ่ง ที่ผ่านมาไม่ค่อยมีใครมาทำข่าวนับว่ายังน้อยมาก สงสัยธุรกิจเราเล็กเกินไป T_T

7.การออกบูธ เน้นการออกงานแฟร์ต่างๆ ให้ความสำคัญสูงเพราะนี่คือภาพลักษณ์ของแบรนด์ภาพที่สื่อถึงความมีตัวตนของแบรนด์ และการได้ลูกค้าที่ตรงกลุ่มเป้าหมายและสนใจจริงๆ มีโอกาสสูง ที่ผ่านมาลูกค้าที่ยังไม่ได้ตัดสินใจลงทุนก็แวะมาเยี่ยมเราในงานแวะมาดูเราในงานและดูธุรกิจอื่นไปพร้อมกัน จึงเป็นช่องทางสำคัญในการ remind ลูกค้าในด้านต่างๆ การเตือนความจำว่าเรายังรอเขาลงทุนกับเราอยู่ หากผู้ที่กำลังหาทำเลเราก็ยังอยู่ตรงนี้ยังรอคุณอยู่เสมอ รวมทั้งการหาลูกค้าใหม่ๆที่สนใจลงทุนด้านนี้การออกบูธนับว่าสำคัญมาก และงานที่มีนักข่าวเดินก็มักจะได้ลงข่าวอับเดทธุรกิจของเราเป็นของแถมในหนังสือพิมพ์อีกด้วย อีกทั้งเป็นการเพิ่มจำนวนคนที่รู้จักกิจการให้มีมากขึ้นเพื่อสร้างการบอกต่อหรือ viral marketing ที่สำคัญมากเป็นอันดับต้นๆ เพราะเขาได้สัมผัสภาพจริงได้เห็นของจริงและได้สัมผัสกับเราโดยตรง

 

การสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมายและการสร้างแบรนด์ให้ฮิตติดตลาดเป็นสิ่งที่เราดำรงไว้เสมอมา การรวบรวมความคิดเห็นผู้ที่เคยได้ดื่มได้ชิมเป็นเรื่องที่เราใส่ใจมาโดยตลอด เราให้ความสำคัญกับ content management หรือการบริหารจัดการเรื่องราวต่างๆ ซึ่งการจะเป็นแบรนด์ที่มีคนสนใจจำเป็นจะต้องมีเรื่องราวใหม่ๆอับเดทอยู่ตลอดเวลา และเรื่องราวเก่าๆที่จะต้องเก่าแบบคลาสสิกคือมีคนสนใจศึกษาไม่เสื่อมคลาย ด้านการจัดการวัตถุดิบและอุปกรณ์เลือกสรรเฉพาะที่มีคุณภาพ คงไว้ซึ่งความน่าเชื่อถือสำหรับผู้บริโภคและผู้ร่วมลงทุนสร้างแบรนด์ไปพร้อมกับเรา กลยุทธ์เราคือการใส่ใจในทุกรายละเอียดและพัฒนาปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นไป เข้าถึงสิ่งที่ผู้ลงทุนต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้พร้อมลงทุนร่วมไปกับเรา กลยุทธ์การตลาดในปี 2555 จะการสื่อสารไปยังช่องทางการประชาสัมพันธ์ต่างๆ ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมเพื่อเข้าถึงตลาดที่ไม่มีวันหลับและกระหายการลงทุนประกอบธุรกิจนี้ รวมทั้งร่วมสร้างสิ่งต่างๆให้เป็นจริงอย่างยั่งยืน

การสร้างกระแสฮิต ติดลมบนจึงเป็นเรื่องของการบริหารช่องทางการประชาสัมพันธ์และการสื่อสารโดยตรงถึงผู้บริโภคเป็นสำคัญ เราจะเรียกกลยุทธการตลาดรวมทั้งหมดว่า “กลยุทธ์สร้างกระแสฮิต ติดลมบน” โดยมีเป้าหมายหลักสร้างการเติบโตในยอดขายให้เพิ่มขึ้น 50% ในปี 2555

– บริษัทฯ มีการส่งเสริมหรือสนับสนุน ด้านการตลาดให้กับนักลงทุนอย่างไรบ้าง

โฆษณาสาขาที่เปิดในรูปแบบ Blog Marketing และ facebook Marketing ข่าวสารการเปิดสาขาใหม่ที่ส่งให้สื่อต่างๆเป็นของแถมในบางโอกาสไม่การันตีผล เปิดโอกาสให้ร่วมออกบูธขายชา กาแฟ ในงานแฟร์ต่างๆที่เราตัดสินใจเข้าร่วมในบางโอกาสและเป็นการสุ่มเลือกตามความเหมาะสม ให้คำปรึกษาด้านการลงทุนเปิดร้านกาแฟฟรี

– ยอดตัวแทน จำนวนสาขา

กว่า 300 สาขา ทั่วประเทศ

– ความเติบโตของบริษัท เป้าหมายในอนาคต

เรามองว่าเราอยู่รอดจากสาขาที่เปิดแล้วและประสบความสำเร็จมีการสั่งซื้อวัตถุดิบต่อเนื่อง ในอนาคตจึงมุ่งเติบโตอย่างยั่งยืนซึ่งหมายความว่าเราจะแนะนำก่อนการลงทุนเป็นอย่างดีให้ผู้ประกอบการตัดสินใจลงทุนอย่างถูกต้องที่สุด ควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดีที่สุด ส่งผลให้มีสาขาที่ประสบความสำเร็จเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเป็นฐานให้มีเงินทุนในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้ธุรกิจเป็นที่รู้จักและเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง

– ฝากแง่คิดถึงผู้ที่กำลังมองหาอาชีพ

ขอให้มีความมุ่งมั่น หากตั้งใจทำ และมีสายป่านมีเงินทุนเพียงพอ ท่านประสบความสำเร็จแน่นอน

ท่านต้องคิดว่าถ้าลงทุนเปิดสาขานี้แล้วขายไม่ดีจะทำอย่างไร เตรียมแผนสองและสาม อย่ามีแค่แผนเดียว เช่น หากเปิดทำเลนี้ขายไม่ดี ท่านต้องพร้อมที่จะย้ายทำเล ง่ายที่สุดในการเปลี่ยนทำเลคือลงทุนแบบรถเข็น เข็นไปขายที่ไหนก็ได้ หรือรถยนต์ รถมอเตอร์ไซต์พ่วงถ้าทำได้ แต่การทำแบบนี้ควรมีทำเลที่จอดขายได้ประจำแบบเสียค่าเช่าเป็นกิจลักษณะยึดทำเลดีหัวหาดให้ได้ ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จครับ

– อื่นๆ ที่ต้องการเสนอแนะ

หากท่านต้องการนัดเข้ามาสนทนาเรื่องการทำธุรกิจเครื่องดื่มและการตลาดเพิ่มเติม รวมถึงการลงทุนและสักถามประเด็นต่างๆเพิ่มเติมสามารถเข้ามา ณ ที่ทำการได้โดยนัดล่วงหน้า 2 วัน และติดตามข้อมูลดีๆ เช่นทำเลการเปิดร้าน การออกบูธงานแฟร์ ได้ที่ http://www.facebook.com/TheIndianTeaPage

แฟรนไชส์กาแฟ THE INDIAN TEA เผยกลยุทธ์สร้างกระแสฮิต ติดลมบน มุ่งเป้าโต 50% ในปี 2555 หลังจากเติบโตเพิ่มขึ้น 48% ในปี 2554

นับว่า แฟรนไชส์กาแฟและชา เป็นธุรกิจหนึ่งที่น่าสนใจจับตามองโดยเฉพาะการแข่งขันกันในเวทีระดับ SMEs โดยTHE INDIAN TEA ซึ่งเป็นแฟรนไชส์ในสไตล์อินเดีย ได้นำเสนอเครื่องดื่มประจำชาติของชาวอินเดีย คือชาอัสสัม ในสูตรต่างๆ และกาแฟเปอร์เซีย เป็นผู้โลดแล่นอยู่ในวงการแฟรนไชส์กาแฟและชาในระดับเล็กถึงกลาง ที่มีอัตราการเจริญเติบโตสูงขึ้นเรื่อยๆ นั่นคือสัญญาณบ่งบอกว่าวัฒนธรรมการดื่มชาและกาแฟของคนไทยกำลังเริ่มซึมซับวัฒนธรรมของนานาชาติเข้ามาทีละนิดๆ จนกระทั่งสไตล์การดื่มชาแบบนี้จะเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศในอนาคตอันใกล้

แฟรนไชส์กาแฟป้ายโลโก้1

แฟรนไชส์กาแฟป้ายโลโก้1

หากกล่าวถึงความนิยมในประเทศอินเดียแล้ว ชาเป็นเครื่องดื่มที่มีความนิยมสูง และมีแทบทุกซอกทุกมุมในประเทศ ในด้านตลาดโลก กระแสความนิยมในด้านเครื่องดื่ม ชา ในสูตรต่างๆ ของอินเดียเริ่มมีความนิยมสูงขึ้น มองย้อนกลับมายังประเทศไทยซึ่งก้าวหน้าไปมากกว่านานาประเทศในการนำเสนอและแนะนำวัฒนธรรมการดื่มชาสไตล์อินเดีย ดูจากตัวเลขการเจริญเติบโตของการขายแฟรนไชส์กาแฟ THE INDIAN TEA ข้อมูลจากไทยแฟรนไชส์เซนเตอร์

2550 = 61

2551 = 111 = เพิ่มขึ้น 82%

2552 = 161 = เพิ่มขึ้น 46%

2553 = 211= เพิ่มขึ้น 32%

2554 = 311 = เพิ่มขึ้น 48%

เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆแล้ว กล่าวได้เต็มปากว่ายังไม่มีประเทศใดที่สามารถสร้างกระแสนิยมในการดื่มชาอินเดียและกาแฟเปอร์เซียได้มากเท่าประเทศไทย ใครกันเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการสร้างกระแสวัฒนธรรมการดื่มแบบนี้ ต้องย้อนกลับไปในปี 2546 ซึ่งเป็นปีที่กิจการนี้เริ่มต้นขึ้น สาขาแรกที่หลังการบินไทย ถนนวิภาวดี โดยคุณมาโนช อัทมารามานี ผู้มีความคิดริเริ่มในการนำเสนอทางเลือกนี้ให้กับผู้บริโภค “ในตอนนั้นมีเพียงแค่สาขาเดียว แต่มีความตั้งใจที่จะสร้างให้มีสาขาทั่วประเทศอยู่แล้ว ในรูปแบบร้านสาขา ( chain store ) แต่ทว่าผมไม่มีเงินทุนเพียงพอที่จะเปิดสาขาเองและไม่อยากรอช้าที่จะทำให้เครื่องดื่มชนิดนี้เป็นที่รู้จัก ทำให้แบรนด์เราเป็นที่รู้จัก จึงเปิดขายแบรนด์และสูตรให้กับผู้ที่สนใจลงทุน และเป็นเจ้าของร้านเต็มตัวในแต่ละจุดที่เขานำไปเปิดในรุปแบบ แฟรนไชส์กาแฟ การที่ผมออกมาทำธุรกิจขายชา กาแฟ สไตล์นี้ ผมโดนคนรอบข้างต่อว่าหลายต่อหลายหนด้วยความเป็นห่วง ไม่มีใครสนับสนุนผม แต่ผมเชื่อว่าธุรกิจนี้สามารถทำได้ ในเมื่อมันฮิตอยู่ในประเทศหนึ่งทำไมมันจะฮิตในอีกประเทศหนึ่งไม่ได้” คุณมาโนช อัทมารามานี เจ้าของแบรนด์ THE INDIAN TEA กล่าว

แฟรนไชส์กาแฟ-THE-INDIAN-TEA-Social-Media

แฟรนไชส์กาแฟ-THE-INDIAN-TEA-Social-Media

อัตราการเติบโตของสาขาและผู้ลงทุนเปิดร้านมีสูงขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นมา โดย คุณมาโนช ค่อยๆสร้างให้ธุรกิจนี้เป็นที่รู้จัก โดยการออกไปขายเองและออกบูธประชาสัมพันธ์ในงานธุรกิจแฟรนไชส์ต่างๆ ภายหลังได้ย้ายร้านมาเปิดที่สาขาถนนหลังสวน ร้านในรูปแบบแฟรนไชส์ขายได้สาขาแรกที่ถนนหลังสวน ต่อจากนั้น มีช่วงหนึ่งที่พักจากการขายเนื่องจากอยากลองทำงานด้านอื่นบ้าง จึงไปทำงานประจำสองปี เดินทางไปยังประเทศต่างๆที่มีสงครามกลางเมือง มีระเบิดฆ่าตัวตาย มีคาร์บอม เพราะอยากเรียนรู้การทำงานในต่างประเทศและชอบความตื่นเต้นเร้าใจ รวมถึงรักการเดินทาง ระหว่างนั้นเมื่อกลับมาประเทศไทยในช่วงวันหยุดก็ใช้เวลาว่างในการประชาสัมพันธ์ธุรกิจให้เป็นที่รู้จักต่อ เนื่องจากแม้ว่าจะทำงานประจำอยู่ คุณมาโนช กลับมาประเทศไทยก็มาต้มชาถึงดึกๆดื่นๆ ทุกคืน บางคืนต้องแพ็ควัตถุดิบส่งให้กับร้านค้าสาขาจำนวนเยอะๆถึงกับไม่ได้นอน ไปมีเวลานอนเอาตีสาม ตื่นขึ้นมาก็ต้องต้อนรับลูกค้าที่เข้ามาที่บ้านมาชิมและศึกษาธุรกิจ ผู้สนใจยังมีเข้ามาเรื่อยๆ ในช่วงวันหยุดจึงไม่มีเวลาว่างเลย จนกระทั่งตัดสินใจ มาทำธุรกิจนี้เต็มตัวใช้เวลาว่างทั้งหมดที่มีอีกครั้ง เพราะทำงานแบบนี้ไม่ไหวแล้ว ทำงานประจำไปด้วยขายแฟรนไชส์ไปด้วยเป็นงานที่หักโหมพอตัว และคิดว่าออกมาทำเต็มตัวจะดีกว่า โดยตัดสินใจทิ้งโอกาสที่มีผู้ว่าจ้างอีกบริษัทให้เงินเดือนระดับสูงสำหรับเป็นตัวแทนขายในต่างประเทศ และดำเนินกิจการค้าวัตถุดิบ อุปกรณ์ในการเปิดร้านชา กาแฟ ในสไตล์อินเดียและเปอร์เซีย เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

แฟรนไชส์กาแฟ-THE-INDIAN-TEA-ohoMakemoney1

แฟรนไชส์กาแฟ-THE-INDIAN-TEA-ohoMakemoney1

แฟรนไชส์กาแฟ THE INDIANTEA ต่อยอด ใช้ กลยุทธ์สร้างกระแสฮิต ติดลมบน

กลยุทธ์นี้เป็นกลยุทธ์ที่เราตั้งชื่อขึ้นเองเพื่อขจัดจุดอ่อนของเราที่เรามองว่าเรายังเป็นที่รู้จักน้อยมากๆในสื่อต่างๆและในหมู่ผู้บริโภค “การใช้กลยุทธ์นี้ แฟรนไชส์กาแฟ THE INDIAN TEA ต้องเน้นทำความรู้จักกับสื่อมากขึ้นแบ่งแยกประเภทช่องทางการกระจายข่าวสารไปยังผู้ประกอบการที่เข้าข่ายเป็นกลุ่มเป้าหมาย รวมทั้งวัดผลที่ได้รับ ควบคุมต้นทุนการใช้จ่ายด้านงบการตลาดให้คุ้มค่าซึงเป็นการดำเนินกิจกรรมด้านการตลาดทั่วไปที่เราดำเนินการอยู่แล้วและต้องการจะเสริมให้มีมากขึ้นในปี 2555 โดยตั้งชื่อให้ระลึกถึงเป้าหมายที่เราต้องการ” นายอิสรพัน บุนนาค ผู้จัดการฝ่ายการตลาดกล่าว แบ่งแยกเป็นหัวข้อดังนี้

แฟรนไชส์กาแฟ-THE-INDIAN-TEA-Facebook1

แฟรนไชส์กาแฟ-THE-INDIAN-TEA-Facebook1

1.ประชาสัมพันธ์ในเว็บที่มีกลุ่มเป้าหมายเข้าชมให้ครอบคลุม ยังมีอีกหลายเว็บที่เราไม่ได้ใส่ใจและเว็บต่างๆเหล่านั้นจะเป็นกำลังเสริมที่จะพัฒนาผลักดันเราให้เติบโตขึ้นได้

แฟรนไชส์กาแฟ-THE-INDIAN-TEA-Biz-Expo3

แฟรนไชส์กาแฟ-THE-INDIAN-TEA-Biz-Expo3

2.Social Network Marketing ปกติเรามีการอับเดทผ่านช่องทางนี้ซึ่งไม่ได้มีแค่ facebook หรือ twitter แต่มีทุกอย่างที่เป็น Social Network และรวมกลุ่มผู้สนใจลงทุนรวมทั้งผู้ที่สนใจติดตาม ผู้ที่อยากทดลองทานเข้ามาไว้ในจุดๆเดียวกันซึ่งมีแนวโน้มในการเติบโตอย่างรวดเร็ว ช่องทางนี้เรามองว่าเป็นการสร้าง คอมมูนิตี้อย่างหนึ่งที่ลูกค้าสามารถวิพากย์วิจารณ์ได้ สื่อสามารถเข้ามาเก็บข้อมูลได้ และเราสามารถตอบกลับไปยังลูกค้าได้ทันที (real time)

แฟรนไชส์กาแฟ-THE-INDIAN-TEA-Biz-Expo2

แฟรนไชส์กาแฟ-THE-INDIAN-TEA-Biz-Expo2

3.Tele Marketing คนที่สนใจตลอดมามีการเก็บข้อมูลเบอร์ติดต่อและที่อยู่ไว้ที่สามารถติดตามอับเดทข้อมูลได้ตลอดเวลาถึงความเคลื่อนไหวของเราและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆของเราที่เขาอาจสนใจ

4.E-Mail Marketing เราไม่ส่งสแปมเมล์ เรามีรอบระยะเวลาในการส่งและส่งไปยังกลุ่มผู้สนใจที่ติดต่อเราเข้ามาและให้อีเมล์กับเราไว้เท่านั้น และส่งเฉพาะข้อมูลที่เป็นประโยชน์เช่นทำเลใหม่ๆในการเปิดร้านขายของ ทำเลเปิดร้านกาแฟ การอับเดทความเป็นไปของบริษัท โดยข้อมูลจะไม่เป็นข้อมูลซ้ำๆกันในการส่งเข้าไปให้ผู้ที่เป็นลูกค้าอยู่แล้วและลูกค้ามุ่งหวังในอนาคต ซึ่งปัจจุบันเรามีข้อมูลลูกค้ากว่า 3,000 ราย และไม่มีการขายข้อมูลนี้ให้กับที่อื่นเด็ดขาด

แฟรนไชส์กาแฟ-THE-INDIAN-TEA-Biz-Expo

แฟรนไชส์กาแฟ-THE-INDIAN-TEA-Biz-Expo

5.สื่อวิทยุและนิตยสาร ไม่เน้นเพราะที่ผ่านมาไม่ได้ผลแต่ยังไม่ทิ้ง มีโอกาสจะเลือกพิจารณา เลือกลงเป็นบางโอกาส ที่ไม่ได้ผลเพราะเราไม่มีทุนเพียงพอที่จะลงแบบต่อเนื่องหากลงต่อเนื่องเชื่อว่าได้ผลแน่นอนแต่ต้นทุนในการประชาสัมพันธ์สูงเกินไปไม่คุ้มกับรายรับเราจึงมองว่าช่องทางอื่นๆได้ผลมากกว่า ในระดับการลงทุนที่เท่ากัน วิทยุและนิตยสารมีติดต่อมาสัมภาษณ์ปีหนึ่งๆหลายแห่ง ขอขอบพระคุณ

6.หนังสือพิมพ์ อับเดทข้อมูลข่าวสารไปยังสื่อต่างๆมากขึ้น ในความเคลื่อนไหวของกิจการและการจัดกิจกรรมของธุรกิจที่เข้าข่ายเป็นที่สนใจกับประชาชนทั่วไป สร้างฐานผู้นิยมและติดตามข่าวคราวความเคลื่อนไหวของธุรกิจเราให้มีมากขึ้น

THE-INDIAN-TEA-ที่ห้างสิริบรรณ-จังหวัดตรัง

THE-INDIAN-TEA-ที่ห้างสิริบรรณ-จังหวัดตรัง

7.การออกบูธ เน้นการออกงานแฟร์ต่างๆ ให้ความสำคัญสูงเพราะนี่คือภาพลักษณ์ของแบรนด์ภาพที่สื่อถึงความมีตัวตนของแบรนด์ และการได้ลูกค้าที่ตรงกลุ่มเป้าหมายและสนใจจริงๆ มีโอกาสสูง ที่ผ่านมาลูกค้าที่ยังไม่ได้ตัดสินใจลงทุนก็แวะมาเยี่ยมเราในงานแวะมาดูเราในงานและดูธุรกิจอื่นไปพร้อมกัน จึงเป็นช่องทางสำคัญในการ remind ลูกค้าในด้านต่างๆ การเตือนความจำว่าเรายังรอเขาลงทุนกับเราอยู่ หากผู้ที่กำลังหาทำเลเราก็ยังอยู่ตรงนี้ยังรอคุณอยู่เสมอ รวมทั้งการหาลูกค้าใหม่ๆที่สนใจลงทุนด้านนี้การออกบูธนับว่าสำคัญมาก และงานที่มีนักข่าวเดินก็มักจะได้ลงข่าวอับเดทธุรกิจของเราเป็นของแถมในหนังสือพิมพ์อีกด้วย อีกทั้งเป็นการเพิ่มจำนวนคนที่รู้จักกิจการให้มีมากขึ้นเพื่อสร้างการบอกต่อหรือ viral marketing ที่สำคัญมากเป็นอันดับต้นๆ เพราะเขาได้สัมผัสภาพจริงได้เห็นของจริงและได้สัมผัสกับเราโดยตรง

THE-INDIAN-TEA-ที่ริมภนนสุขุมวิท-105-ซอยลาซาล-41

THE-INDIAN-TEA-ที่ริมภนนสุขุมวิท-105-ซอยลาซาล-41

การสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมายและการสร้างแบรนด์ให้ฮิตติดตลาดเป็นสิ่งที่เราดำรงไว้เสมอมา การรวบรวมความคิดเห็นผู้ที่เคยได้ดื่มได้ชิมเป็นเรื่องที่เราใส่ใจมาโดยตลอด เราให้ความสำคัญกับ content management หรือการบริหารจัดการเรื่องราวต่างๆ ซึ่งการจะเป็นแบรนด์ที่มีคนสนใจจำเป็นจะต้องมีเรื่องราวใหม่ๆอับเดทอยู่ตลอดเวลา และเรื่องราวเก่าๆที่จะต้องเก่าแบบคลาสสิกคือมีคนสนใจศึกษาไม่เสื่อมคลาย ด้านการจัดการวัตถุดิบและอุปกรณ์เลือกสรรเฉพาะที่มีคุณภาพ คงไว้ซึ่งความน่าเชื่อถือสำหรับผู้บริโภคและผู้ร่วมลงทุนสร้างแบรนด์ไปพร้อมกับเรา กลยุทธ์เราคือการใส่ใจในทุกรายละเอียดและพัฒนาปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นไป เข้าถึงสิ่งที่ผู้ลงทุนต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้พร้อมลงทุนร่วมไปกับเรา กลยุทธ์การตลาดในปี 2555 จะมีการสื่อสารไปยังช่องทางการประชาสัมพันธ์ต่างๆ ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมเพื่อเข้าถึงตลาดที่ไม่มีวันหลับและกระหายการลงทุนประกอบธุรกิจนี้ รวมทั้งร่วมสร้างสิ่งต่างๆให้เป็นจริงอย่างยั่งยืน

THE-INDIAN-TEA-ที่ถนนพระยาสุเรนทร์1

THE-INDIAN-TEA-ที่ถนนพระยาสุเรนทร์1

การสร้างกระแสฮิต ติดลมบนจึงเป็นเรื่องของการบริหารช่องทางการประชาสัมพันธ์และการสื่อสารโดยตรงถึงผู้บริโภคเป็นสำคัญ เราจะเรียกกลยุทธการตลาดรวมทั้งหมดว่า “กลยุทธ์สร้างกระแสฮิต ติดลมบน” โดยมีเป้าหมายหลักสร้างการเติบโตในยอดขายให้เพิ่มขึ้น 50% ในปี 2555 หลังจากเติบโตเพิ่มขึ้น 48% ในปี 2554 ซึ่งเรามองว่ามีความเป็นไปได้และไม่ไกลเกินเอื้อม ที่อยู่ website http://www.theindiantea.com , facebook http://www.facebook.com/TheIndianTeaPage  blog http://www.perfectdestiny.co

แฟรนไชส์กาแฟ เปิดร้านกาแฟ ในเมนูกาแฟ สูตรกาแฟอร่อยๆ

แฟรนไชส์กาแฟ เปิดร้านกาแฟ ในเมนูกาแฟ สูตรกาแฟอร่อยๆ

แฟรนไชส์กาแฟ ของเรามีโลโก้สวยงามเป็นที่ชื่นชอบและสะดุดตา

หลายคนติดใจเลือกซื้อเพราะโลโก้ของแบรนด์ หลายคนถามว่าโลโก้เราหมายถึงอะไร โลโก้นี้ประกอบไปด้วยตัวอักษรนำหน้าของคำว่า tea ในภาษาอังกฤษ เป็นตัวทีเล็ก และประกอบไปด้วยตัว I ที่ย่อมาจาก Indian โดยรวมแล้วให้ความรู้สึกเป็นอินเดีย โดย ทีเล็กอยู่ข้างบน และไออยู่ตรงกลาง

Coffee Franchise
Coffee Franchise

ถ้าหากจะมองให้เห็นเป็นภาพตัวอักษรคุณก็จะเห็น โลโก้นี้ถูกนำไปใช้ในร้านต่างๆทั่วประเทศแม้แต่ร้านที่เปิดเป็นแบรนด์ของตัวเอง ซึ่งเราให้ร้านที่เปิดเป็นแบรนด์ของตัวเองนำโลโก้เราไปแปะร่วมได้ หากเอาไปแต่โลโก้ไม่เอาสูตรไป ถามว่าทำได้หรือเปล่า  คำตอบคือยากเพราะสูตรจะไม่เหมือนวิธีการทั่วไปที่พบเจอได้ทางอินเตอร์เน็ต แต่สูตรแฟรนไชส์กาแฟ เราก็ไม่ได้ยากอะไร

Coffee Franchise เปิดร้านกาแฟสด โลโก้ป้ายร้าน
Coffee Franchise เปิดร้านกาแฟสด โลโก้ป้ายร้าน

ลูกค้าที่มาซื้อส่วนมากซื้อเพราะความเป็นแบรนด์ซื้อเพราะความชอบส่วนตัว ซื้อเพราะถูกใจในรสชาติ ซื้อเพราะเราคือต้นตำหรับ สูตรการทำมีอยู่บนโลกนี้มาก่อนหลายร้อยปีแล้วเพียงแต่เรานำมาปรับให้เข้ากับประเทศของเราให้ถูกปาก ถูกลิ้นคนส่วนใหญ่ ซึ่งน้อยคนนักที่จะบอกว่าไม่อร่อย และหากไม่ชอบเครื่องเทศเราก็มีสูตรน้ำผึ้งที่ไม่ใส่เครื่องเทศหรือสมุนไพรใดๆให้เลือกซื้อทานในร้านที่เปิด

มีการดำเนินงานมาอย่างยาวนาน

เราตั้งใจในการทำธุรกิจแฟรนไชส์กาแฟและได้ดำเนินการมาอย่างยาวนานเป็นเวลากว่าแปดปีตั้งแต่ปี 46 ที่มีทั้งช่วงขึ้นและช่วงลง เก็บสะสมเงินทำมาเรื่อยๆ จนเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น มีเงินลงทุนโฆษณา มีเงินจัดกิจกรรม บางครั้งเราได้ทุ่มงบกับการทำการตลาดอย่างสุดตัว บางเดือนก็ขาดทุน บางเดือนก็กำไรถัวๆกันไป หลายคนอาจจะมองว่าเรากำไรเยอะ จริงๆแล้วไม่ได้เยอะอะไร ร้านลูกค้าบางสาขายังทำกำไรได้มากกว่าที่เราทำได้แต่ละเดือนซะอีกสังเกตุจากยอดการสั่งซื้อวัตถุดิบ

เปิดร้านกาแฟ Social Media
เปิดร้านกาแฟ Social Media

เราเปิดโอกาสให้ใช้แบรนด์ในราคาที่ต่ำมากๆ สามารถไปปรับแต่งออกแบบร้านกาแฟได้เอง ความเสี่ยงในการขาดทุนต่ำ ขอให้เลือกทำเลขายดีๆ หากจะให้แนะนำ ทำเลขายดีก็จะเป็นตามตลาด ตลาดนัดและโรงพยาบาล สืบเนื่องมาจากร้านชาที่มีมากมายในต่างประเทศแต่ทว่าประเทศเราวัฒนธรรมการดื่มชายังไม่แข็งแรงเท่าต่างประเทศที่นิยมดื่มชากันอย่างแพร่หลายจนกระทั่งมีร้านน้ำชาอยู่ทั่วทุกวอกทุกมุม ตลาดชาในประเทศเรายังคงขยายตัวได้อีกมาก หากมีการนำเสนอร้านที่มีชาเป็นจุดเด่น และชามีรสชาติดี ย่อมทำให้เกิดการแพร่หลายไปได้อย่างรวดเร็ว ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเรารับสายโทรศัพท์เป็นสิบๆสาย ตอบอีเมล์เป็นสิบฉบับต่อว้นเกี่ยวกับสิ่งที่เรานำเสนอ ซึ่งในจำนวนนี้ก็จะมีผู้ตกลงและชื่นชอบที่ยินดีเปิดสาขาเพิ่มเติมอยู่เฉลี่ยเดือนละ 10-20 เจ้า ทำให้เราเป็นแฟรนไชส์ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ขอให้มองความเสี่ยงในการประกอบการเสมอไม่มีอะไรสวยหรู มีทั้งคนที่ประสบความสำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จมากมาย ในช่วงเวลาที่ผ่านมา เริ่มแรกที่เราขายแบบเน้นราคาแพงที่ต้องมีเคาเตอร์มีบูธ มีคนถึงกับร้องไห้ขอคืนบูธเพราะเงินจำนวน 20,000 ไม่ใช่เงินจำนวนน้อยๆสำหรับเขา เราจึงเก็บตรงนี้เป็นบทเรียนและเตือนลูกค้าอยู่เสมอ ทั้งยังคอยดูรูปแบบการประกอบการที่เหมาะสมให้ เราจะถามอย่างละเอียดหากต้องการลงทุนในแบบราคาที่สูงใช้งบเยอะ ทำให้เราไม่มีผู้ที่ไม่ประสบความสำเร็จในการลงทุนเปิดร้านกาแฟในตอนนี้ในระดับราคา 110,000 แม้แต่รายเดียว ความสำเร็จนี้ขึ้นอยู่กับตัวลูกค้าเองด้วยที่เลือกทำเลที่ดี ค่าเช่าที่เหมาะสม แน่นอนเราย่อมอยากเห็นทุกคนประสบความสำเร็จ แนวโน้มการเลือกซื้อในแบบ 110,000 มีสูงขึ้น มีผู้สนใจสอบถามเข้ามามากขึ้นในขณะที่แบบ 6,900 และ 19,000 ขายได้เรื่อยๆ ขยายสาขาไปเรื่อยๆ ในแบบที่มีเคาเตอร์นั้นเราจะไม่ปล่อยให้นำไปตั้งได้ง่ายๆ มักจะแนะนำให้หาเคาเตอร์มือสองราคาถูกกว่านี้หรือออกแบบร้านเองที่ควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดีกว่า และลูกค้าทุกคนก็ทำตาม และเราก็มีลูกค้าหลากสไตล์ บางท่านขายจริงจังจนทำเป็นอาชีพยาวนาน บางท่านทำอยู่พักหนึ่งเบื่อก็เลิกก็มี จึงมีผู้ที่หมุนเวียนเข้ามาเปิดร้านกาแฟกับเราอยู่ตลอดเวลา ถามว่าหากเลือกได้เราอยากได้คนที่จริงจังหรือไม่ เราอยากได้ ลูกค้าก็เช่นกันอยากจริงจังถ้าขายดีกำไรดี แต่ทุกสิ่งล้วนมีช่วงเวลาของมันบางคนเห็นผลกำไรตั้งแต่เริ่มต้นทำไม่กี่เดือนเนื่องจากได้ทำเลที่ดีลงทุนไม่สูง บางคนได้ทำเลไม่ดีผิดจากที่คาดการณ์ถอดใจเลิกทำไปเลยก็มี ในความเป็นจริงแล้วคนที่จะประสบความสำเร็จได้คือคนที่ไม่ถอย หากทำเลไม่ดีก็ย้าย หากลงทุนสูงไปก็หาวิธีลดต้นทุน แก้ปัญหาแต่ละอย่างจนทำอาชีพนี้ได้สำเร็จ เรามีความเชื่อมั่นเสมอว่าผู้ใดก็ตามมีความตั้งใจในการประกอบอาชีพใด รักในอาชีพใดและมีความขยัน มุ่งมั่นในการขจัดปัดเป่าปัญหา ผู้นั้นย่อมที่จะทำอาชีพได้สำเร็จ เพราะเขาจะทำมันจนสำเร็จ เขาจะไม่ทำแบบทิ้งขว้าง ไม่เลิกทำจนกว่าจะสำเร็จ บางทีอาจเป็นเพราะเป็นช่วงเวลาของการค้นหา คนเราจึงลองทำหลายอย่างพอเริ่มทำแล้วไม่ชอบ ก็เปลี่ยนไปทำอย่างอื่น อย่างไรมีคนหลายคนที่ไม่เปลี่ยนและประกอบอาชีพหลายๆอย่างได้ในเวลาเดียวกันทำแต่ละอย่างจนสำเร็จก็มี จนกระทั่งมีลูกน้องมาช่วยทำมากมายในแต่ละธุรกิจที่เขาทำ เราก็ควรเอาคนแบบนี้ไว้เป็นตัวอย่างที่ดี ที่ทำแต่ละอย่างจนสำเร็จได้ เราไม่ต้องถึงขนาดทุกอย่างต้องสำเร็จแต่ทำสิ่งหนึ่งให้สำเร็จสักอย่างก่อนจะไปเริ่มทำสิ่งใหม่ จะเป็นการดีมาก

แบรนด์ของเรามีรสชาติที่เฉพาะตัว

รสชาติของกาแฟและชาของเรามีจุดเด่นเฉพาะตัว ที่ทำให้คนที่ได้ดื่มติดใจ มีการใส่สมุนไพรเฉพาะสูตรลงไป ซึ่งเป็นสมุนไพรที่นิยมใส่อยู่แล้วในสูตรต้นตำหรับ เราควบคุมไม่ให้มีกลิ่นฉุนจนเกินไป และให้ความรู้สึกในการดื่มที่นุ่มนวล ในเมืองไทยรสชาติจะต้องหวานมันไว้ก่อน เราเลือกใช้นมตรามะลิเป็นส่วนสำคัญของเรา มีผู้ถามเข้ามาว่าใช้นมสดได้หรือเปล่า ตรงนี้ใช้ได้แต่ต้นทุนต่อแก้วจะสูงขึ้นซึ่งเวลาขายกาแฟหรือชาคุณต้องบวกราคาต้นทุนตรงนี้ขึ้นไปอีก หากลูกค้าชิมแล้วหวานเกินไป คุณสามารถราดนมสดเพื่อตัดความหวานได้ เวลาขายกาแฟ ขายชา อย่าเอาความรู้สึกของลูกค้าบางคนมาชี้วัดคนส่วนใหญ่ เพราะคุณจะเจอทั้งแบบหวานไป เข้มไป หวานน้อยไป มันน้อยไป กลิ่นแปลกๆ ฉุนไป ซึ่งเรื่องตรงนี้คนส่วนมากจะดื่มแล้วบอกคำเดียวว่าอร่อยๆ หากคุณปรับสูตรไปมาก็จะกระทบคนส่วนใหญ่ ถ้าเขาบอกหวานไปก็ราดนมสดตัดหวานให้เขา ถ้าเขาบอกฉุนไป ให้เอาสูตรชานมน้ำผึ้งซึ่งไม่ใส่สมุนไพรอะไรเลยให้เขา สำหรับการเปิดร้านแรกๆอาจจะต้องมีแก้วชิมเล็กๆให้เขาลองก่อนตัดดสินใจซื้อ หากถูกใจก็ค่อยซื้อ ก็ย่อมทำได้

แบรนด์ของเรามองตลาดในอนาคตอย่างไร

เราเชื่อว่าในอนาคตร้านในแบบของเราจะเป็นที่นิยมและมีขายตามที่ต่างๆทั่วถึงตามตรอกซอก ซอย เรียกว่าทุกซอกทุกมุม ชา กาแฟ ของเราสามารถขายร่วมกับขนมต่างๆที่ทานคู่กันได้เป็นอย่างดีเช่น พายไก่ กระหรี่บัพ โรตี เบเกอร์รี่ต่างๆ สำหรับร้านที่ขายเบเกอร์รี่อยู่แล้วหรือร้านที่ขายน้ำสูตรต่างๆอยู่แล้วจึงสามารถเอาเมนูของเราไปขายร่วมด้วยได้ ในปัจจุบันเรามีผู้ที่เปิดร้านขายกาแฟอยู่แล้วและนำเมนูเราไปเสริมหลายเจ้า แม้กระทั่งร้านขายก๋วยเตี๋ยว ร้านขายอาหารก็สามารถนำไปขายเสริมด้วย ทั้งนี้ปกติเราจะขายชาไทยสีส้มๆกันอยู่แล้ว ซึ่งเราไม่ได้บอกว่าชาไทยไม่ดี แต่ในเมื่อมีทางเลือกให้ลูกค้าเป็นชาสูตรของเราอีกทางนั่นเป็นเรื่องดี ส่วนลูกค้าจะสั่งอะไรทานขึ้นอยู่กับเขา บางคนเอาชาเราไปบรรจุขวดขายหรือให้ลูกค้่าเอาขวดเอากระบอกน้ำมาเติมเมื่อหมดและคิดราคาค่าเติมไปก็มี การเปิดร้านกาแฟและชาจึงทำได้หลากหลายสไตล์ขึ้นอยู่กับคุณว่าจะเลือกสนุกกับมันแบบไหน เนื่องจากเราฟรีสไตล์แม้กระทั่งคุณอยากปรับปรุงสูตรใส่ไข่มุกลงไปก็ทำได้และมีคนทำ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เราไปจัดงานที่ Biz Expo มีลูกค้าเดินกลับมาที่บูธถือแก้วชาเราและมีไข่มุกอยู่ เป็นนักศึกษาน่ารักคนหนึ่ง บอกว่าหนูไปเอาไข่มุกมาใส่ ก็งงไปเอามาจากไหน อาจจะเป็นร้านชาไข่มุกในงานหรือเปล่า แล้วไปขอซื้อเขาแต่ไข่มุกเหรอ ตอนนั้นก็ไม่ได้ถาม ถามแต่ว่าอร่อยมั๊ยครับ น้องเขาก็ตอบว่าอร่อยดีค่ะ

แฟรนไชส์กาแฟสดและกาแฟโบราณชงสำเร็จ-Biz-Expo
แฟรนไชส์กาแฟสดและกาแฟโบราณชงสำเร็จ-Biz-Expo

เรากำลังมีโครงการจะเปิดร้านเองในจุดต่างๆที่เป็นห้างสรรพสินค้าซึ่งจะเป็นลักษณะชงสำเร็จนี่ล่ะเพราะรายได้จากการขายแฟรนไชส์ไม่ได้มากมายอะไรและเรามองว่าขายเองได้เยอะกว่า ตอนนี้เราเน้นการจัดกิจกรรมออกบูธและขายในงานไปเรื่อยๆ ไม่ได้คิดอะไร ไม่ใช่อยากเปิดก็จะเปิดร้านได้ดั่งใจ เรามีรายได้เข้ามาทุกเดือนแต่ก็จ่ายหมดไปกับค่าการตลาดต่างๆเช่นเดียวกัน อาจจะดูแปลกๆว่าคุณขายแฟรนไชส์กาแฟได้อย่างไร ร้านคุณเองมีหรือเปล่า เรามองว่า ร้านลูกค้าก็เสมือนเป็นร้านของเรา ร้านที่ประสบความสำเร็จเขาก็สั่งซื้อวัตถุดิบจากเราอยู่เรื่อยๆ ร้านของเราเองอยู่ตามบูธตามงานกิจกรรม สาขาต่างๆทั่วประเทศเราก็บริหารจัดส่งวัตถุดิบไป ใครที่มองว่าเขาสามารถหาวัตถุดิบได้ถูกกว่ามาซื้อของเราเขาก็ไปซื้อเจ้าอื่น เราก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่หากมาซื้อกับเราก็เป็นการสนับสนุนให้เราได้มีเงินไปทำการตลาดให้เมนูนี้มีชื่อเสียงเพิ่มมากขึ้นซึ่งส่งผลดีกับทุกคน ธุรกิจของเราเป็นเหมือนธุรกิจที่ขายแบรนด์ขายเมนูกาแฟและชาอร่อยๆมากกว่า จริงๆแล้วไม่ใช่แฟรนไชส์

เราอยากที่จะเห็นธุรกิจนี้เติบโตขึ้นไปในอนาคต เราอยากจะมีสาขาในต่างประเทศแต่ในอนาคตอันใกล้นี้เรามองในประเทศก่อนเนื่องจากมันเป็นความฝันที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ เราอยากแม้กระทั่งบรรจุขวดขาย ทำออกเป็นซองจำหน่าย แต่ทว่าเรายังไม่พร้อมทั้งในด้านเงินทุนและการสร้างความนิยม การทำแบบนั้นต้องใช้งบการตลาดในการสร้างความนิยมที่สูงมากๆ ดูงบโฆษณาโค้ก นม และเครื่องดื่มต่างๆที่เข้าเซเว่นสิ ถ้าเราทำพลาดเงินลงทุนมหาศาลหายไปในพริบตาเลยนะ และตอนนี้เราก็ไม่มีเงินทุนมหาศาลขนาดนั้น ถามว่าวันหนึ่งทุกเซเว่นมีขายแล้วร้านที่ซื้อแฟรนไชส์ไปจะอยู่ได้หรือ อยู่ได้สิ ไม่งั้นเซเว่นมีกาแฟขาย ร้านกาแฟไม่ต้องปิดตัวกันหมดหรือ การชงเป็นศิลปะเฉพาะ เครื่องดื่มต่างๆแม้มีในเซเว่นแต่เราก็เลือกที่จะซื้อจากรถเข็นหรือร้านข้างทางก็หลายต่อหลายครั้ง เราตั้งเป้าในสิ่งที่เราต้องการให้คุ้มกับค่าใช้จ่ายเราตอนนี้คือ 30 สาขาต่อเดือนซึ่งก็ยังไม่เคยถึง อยู่ที่ประมาณ 20 สาขาต่อเดือนมาตลอด ในช่วงที่เจอปัญหาทางเทคนิคที่ทำให้ตลาดไม่ตอบสนอง และเกิดภัยธรรมชาติเราแย่เลยขายได้เดือนละ 10 เจ้า เราอยู่ไม่ได้แน่นอนถ้าขายได้น้อยๆติดต่อกันนานๆ แต่ถามว่าถ้าขายได้น้อย ไม่โตสักทีจะเลิกทำมั๊ย ไม่คิดจะเลิก เพราะเราเชื่อมั่นว่าอนาคตจะประสบความสำเร็จมากกว่านี้เราจึงต้องอดทน สาขาละ 6,900 และ 19,000 จะขายได้เยอะในแจ่ละเดือนเพราะลงทุนต่ำเอาแบรนด์ไปใช้ได้เลย แต่เราก็กำไรไม่เยอะ เดือนๆหนึ่งหักค่าใช้จ่ายแล้วแทบไม่เหลือก็มีต้นทุนค่าใช้จ่ายแอบแฝงเยอะมากในการดำรงค์อยู่ของธุรกิจนี้ซึ่งเราได้พยายามควบคุมต้นทุนค่าใช้จ่ายเสมอมา ทางที่จะสำเร็จและเติบโตได้มีทางเดียวในอนาคตอันใกล้นี้คือเราต้องขายให้มากขึ้น ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน ลดค่าโฆษณาที่ไม่จำเป็น ค่าการตลาดที่ไม่จำเป็น เพื่อให้อยู่รอดและเติบโต

ปัจจุบันมีกี่สาขา มีสาขาไหนบ้างที่ขายดี

ปัจจุปันเราใกล้แตะ 400 เจ้าแล้วที่ซื้อแฟรนไชส์กาแฟเราไปเปิด สาขาที่ขายดีอาทิเช่น ตลาดนัดสุวรรณภูมิ, ถนนพระยาสุเรนทร์,โรงพยาบาลหาดใหญ่,ข้างห้างสิริบรรณจังหวัดตรัง เป็นต้น เราจึงมองว่าทำเลดีและผู้ขายบริหารงานดีเป็นปัจัยสำคัญที่ทำให้ร้านขายดี สำหรับรสชาติชาและกาแฟของเราที่บอกว่าอร่อยนั้นเราไม่ได้คิดมาเองหากแต่เป็นคำบอกของลูกค้าที่แวะเข้ามาเยี่ยมดื่มซึ่งมีเข้ามาทุกวันๆจากทุกสาขาที่เราเปิดขายอยู่ในตอนนี้ จากการจัดกิจกรรมการออกงาน จากระยะเวลาที่ผ่านมา จากแฟนๆที่คอยติดตามเรื่องราวของเราอยู่อย่างสม่ำเสมอ มีลูกค้าคนนึงที่ต้องการเอาแฟรนไชส์เราไปเปิดเขาบอกว่าเขาเป็นแฟนพันธุ์แท้ติดตามดูกดไลท์เราในเฟสบุ๊คมาตั้งแต่เริ่มต้น ติดตามความเคลื่อนไหวตลอด เราดีใจนะที่มีพวกคุณอยู่มีคนที่ชื่นชอบที่จะเปิดร้านมีคนชื่นชอบที่จะซื้อทาน ยิ่งมีตรงนี้มากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งอยู่ยงคงกระพันในตลาดได้มากขึ้นเท่านั้น อยากให้ทุกคนร่วมเป็นกำลังใจและส่งแรงเชียร์ให้เราได้บริการทุกคนต่อไปเรื่อยๆไม่มีจบสิ้น สร้างแบรนด์ของไทยให้ติดตลาดโลก ให้ทั่วโลกรู้จัก สร้างสรรค์สิ่งดีๆให้กับประเทศชาติ

ความรับผิดชอบต่อสังคม

เรามองเสมอว่าตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญเรากันเงินรายได้ไว้ใช้จ่ายในด้านนี้ตลอดโดยบริจาคให้กับองค์กรการกุศลต่างๆเช่น ยูนิเซพ มูลนิธิช่วยเหลือเด็ก ,  เมื่อครั้งเหตุการมหาอุทกภัยเราก็ได้นำเงินไปซื้อของให้กับผู้ประสบภัย อุทกภัย อาสาดุสิต ในขณะที่เรามีมากเราก็ปันให้สังคมได้มากมีน้อยก็ปันน้อย อย่างไรทุกธุรกิจในทุกวันนี้ให้ความใส่ใจตรงนี้มากขึ้นทำให้สังคมไทยน่าอยู่ ทำให้สังคมมีความอบอุ่นทำให้คนไทยรักกัน ภาคธุรกิจเอกชนและภาครัฐที่พยายามผลักดันตรงนี้ เราก็เป็นส่วนเล็กๆส่วนหนึ่งซึ่งไม่ได้มีพลังที่ยิ่งใหญ่อะไรแต่หากทุกคนช่วยกันคนละเล็กคนละน้อยก็จะทำให้เป็นแรงผลักดันที่ยิ่งใหญ่ ทุกวันนี้เห็นกล่องรับบริจาคตามห้าางใช่มั๊ยครับหยอดไปเถอะครับจะมากจะน้อย บาทสองบาทก็ใส่ไป ท่านก็ได้ช่วยเหลือสังคมแล้ว